อยู่เมืองไทย เจอคำว่า “วาย” (Why) หรือ “ทำไม” ซ้ำซาก
ในแทบทุกวงการ และ ทุกเรื่อง
อาทิ ทำไมคนไทยต้องตายหมู่จากกรณีไฟไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
ทำไมมีปัญหา “ลูกทิพย์”
ทำไมมี “ทุจริตสอบในมหาดไทย”
ทำไมเกิดการ “ฮั้ว ส.ว”
หรือแม้แต่เรื่องล้ำๆ เป็นอนาคตใหม่อย่าง “เอไอ” แต่ทำไมย้อนเกิดปัญหายุคดึกดำบรรพ์แบบ “ชงเอง กินเอง”
ทำไม-ทำไม-ทำไม
นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลแล้ว
หากแต่กินลึกไปสู่ “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” อย่างน่าตกใจ
คนไทยพากัน “จิตตก” กับอนาคตของประเทศ
จิตตกว่าเราใกล้ถึงจุดที่ ต้อง “วาย” และ “วอด” กันจริงๆ แล้วหรือ
พยายามหาแง่มุมดีๆ มา “ยาใจ”
แต่ก็ยอมรับ ไม่พ้นมีคำว่า “ทำไม” พ่วงท้ายอยู่แทบทุกเรื่อง
อย่างตอนนี้ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปจีน
วาระสำคัญหนึ่ง คือร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026
ซึ่งนายกฯไทยถือโอกาสโชว์วิชั่น ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต เอไอ
ถือเป็นเรื่องดีและสร้างสรรค์
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังสูงอะไรมากนัก
แค่นายกฯใช้โอกาสนี้ได้เปิดกว้างสัมผัสว่าโลกใบนี้เขาก้าวไกลในเรื่องเอไอไปขนาดไหน
และจะหยิบฉวยนำกลับมาใช้ในประเทศเราได้อย่างไร
แค่นี้ก็น่าพอใจแล้ว เพราะย้อนกลับมาดูเรื่องเอไอของเรา
อย่าง “TH-AI Passport” นโยบายเรือธงของแกนนำพรรคภูมิใจไทย
เสียง ทำไม-ทำไม-ทำไม ก็ยังอื้ออึงไม่จบ
ล่าสุด “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าได้รับอีเมล์จากบริษัทผู้พัฒนาโครงการเชิญชวนให้เข้าไปทดลองใช้งาน TH-AI Passport ในเวอร์ชั่นเริ่มต้น
ซึ่งจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า หน้าตาสวยงาม มีฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงระบบการเรียนรู้ด้าน AI ที่ดูครบถ้วน
แต่กระนั้น ดร.การดี ก็อดมีคำว่า “ทำไม” ต่อท้าย ไม่ได้
ทำไม เนื่องจาก จากการหารือกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้วพบว่า ฟังก์ชั่นหลายอย่างที่มีอยู่ในระบบนั้น
คล้ายกับบริการ AI เวอร์ชั่นฟรีที่มีให้ใช้งานอยู่แล้วในต่างประเทศ
จึงยังไม่เข้าใจ “ทำไม” ไทยจึงต้องใช้งบจำนวนมหาศาลกับโครงการดังกล่าว
คำถามนี้ หากเคลียร์ไม่ได้ ที่นายกฯจะไปอวดต่างชาติเรื่องเอไอ ก็ดูจะย้อนแย้ง
เพราะต่างชาติเขาคงไม่เข้าใจ ว่าสิ่งล้ำๆ อย่างเอไอนั้นเมื่อมาอยู่ในเมืองไทยแล้ว
“ทำไม” กลายเป็นสิ่งดึกดำบรรพ์ของความไม่โปร่งใส ไปได้
ว่าถึงเรื่องต่างชาติแล้ว
อีกหนึ่งนโยบายเรือธง ที่ รัฐบาลอนุทิน ประกาศ
คือการนำพาไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ.2571
เป้าหมาย คือ ยกเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง
เพิ่มความโปร่งใส
และดึงดูดการลงทุนด้วยมาตรฐานสากล
จะไปถึงจุดนั้น ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและยกมาตรฐานภาครัฐครั้งใหญ่
19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
มีนายอนุทินในฐานะนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
ตั้งเป้า ปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบกว่า 200 ฉบับ ยกระดับมาตรฐานระบบราชการ ความโปร่งใส
น่าสังเกต มหาดไทย ที่อยู่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ตื่นตัวขานรับทันที
ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ระดับกระทรวงมาสนอง
โดยเฉพาะ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการภาครัฐ
และปราบปรามการทุจริต
แล้วอย่างไรล่ะ–ตอนนี้ดูเหมือนคนในมหาดไทย จะหัวเราะไม่ออก ร่ำไห้ไม่ได้
เมื่อเจอคำถามเจ็บแสบ
“ทำไม” มีการโกงการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นกันอย่างอื้อฉาว
อื้อฉาว จนแทบจะ “วอดวาย” กันทั้งกระทรวง–ทำไม!!
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร



