จนถึงตอนนี้ มีหลายเรื่องอยู่เหมือนกันที่ต้องให้กำลังใจ หรืออย่างน้อยก็ต้องยืนหยัดอยู่ข้าง “รัฐบาลภูมิใจไทย” ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ในเชิง “หลักการใหญ่ๆ”
เรื่องแรก คือ ความพยายามที่จะคัดกรองประชาชนผู้ได้รับสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” ซึ่งแม้อาจจะยังมีข้อถกเถียงในเชิงรายละเอียด หรือความเป็นจริงในทางปฏิบัติอยู่มากพอสมควร
แต่ในทางหลักการแล้ว นี่เป็นเรื่องถูกต้องที่สมควรทำ เพราะที่ผ่านมา มี “ช่องโหว่” เกิดขึ้นจริงๆ กับโครงการประชานิยมลักษณะนี้
เรื่องถัดมา คือ การเริ่มโยนไอเดียหรือโยนหินถามทางเกี่ยวกับการลด-รื้อ “งบประจำ” หรือ “งบบุคลากรภาครัฐ” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดกว้างให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร
กระทั่งสื่อและสังคม ตลอดจนคนใน กมธ. และตัวแทนบุคลากรภาครัฐที่เข้ามาชี้แจงงบฯ บางส่วน เริ่มตระหนักตรงกันว่า เรื่องนี้คือ “ปัญหาใหญ่” ของประเทศ และเราไม่สามารถจะจัดทำงบประมาณรูปแบบนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ
ต่อให้จะรักข้าราชการขนาดไหน หรือระบบราชการจะเป็นกลไกอันทรงประสิทธิภาพ-พลานุภาพของนักการเมืองและรัฐไทยเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากยังยืนกรานที่จะพยุงสภาพ “เตี้ยอุ้มค่อม” เช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศไทยและ/หรือรัฐไทยก็อาจพังทลายล่มสลายลงก่อน แม้ผู้มีอำนาจจะยังถือครอง “อำนาจรัฐ” อยู่อย่างเต็มไม้เต็มมือก็ตาม
เชื่อได้ว่า ผู้นำรัฐบาลมองเห็นปัญหาเหล่านี้ ส่วน “มือทำงาน/เทคโนแครต” ในรัฐบาล ก็พยายามจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเต็มความสามารถ หรือเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย
แน่นอนว่า ภายในชั่วอายุของรัฐบาลชุดนี้ ภารกิจดังกล่าวคงไม่สำเร็จลุล่วงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ารัฐบาลได้ลงมือแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดบางประการ และกระตุ้นเตือนให้สังคมมองเห็น “ปัญหาร่วมกัน” ได้อย่างชัดเจนขึ้น ก็ย่อมดีกว่าการไม่ลงมือทำอะไรเลย
กระนั้นก็ดี ดูเหมือนรัฐบาลจะเผชิญหน้ากับ “ความท้าทายใหญ่ๆ” อยู่สองข้อ
หนึ่ง รัฐบาลจะกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำเรื่องเหล่านี้แค่ไหน? เพราะถ้าคิดคำนึงถึง “ผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้น” สิ่งที่ทำลงไปจะกระทบฐานกับคะแนนเสียง (ประชาชนชนผู้เป็นโหวตเตอร์) และฐานอำนาจ (บุคลากรในรัฐราชการ) ของรัฐบาลไม่มากก็น้อย
สอง รัฐบาลยังมี “ความชอบธรรม” หลงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด? ในการลงมือผลักดันเรื่องใหญ่เหล่านี้
เพราะแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทว่า หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ฐานความชอบธรรมของรัฐบาลกลับค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะลงไปเรื่อยๆ จากประเด็นยิบย่อยทางการเมืองต่างๆ โดยยังไม่ค่อยข้องเกี่ยวกับประเด็นความกล้าหาญ การกล้าตัดสินใจ เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญๆ สักเท่าใดนัก
นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะได้พิสูจน์ความกล้าคิดกล้าทำ และได้ใช้อำนาจความชอบธรรมของตนเอง
แม้เป็น “งานยาก-ไม่ง่าย” แต่ก็จำเป็นต้องทำ




