พิสูจน์คนยากจนจริงๆ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับไปทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ภายหลังกระทรวงการคลังสรุปยอดผู้ผ่านเกณฑ์ทั้ง 9 ข้อ มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อยู่ที่ 9.5 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านราย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ส่งผลให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 9.3 ล้านคน ต้องอยู่ในสภาพตื่นเช้ามากลายเป็น “คนรวย” ทันที ทั้งที่สภาพความเป็นจริงในสถานะทางการเงินกลับตรงกันข้าม
เป็นเหตุให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ในข้อ 9 คือ มีชื่อครอบครองรถ และข้อ 3 คือ มีชื่อเป็นนักเรียน นักศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ
ต้องขนข้อมูล เอกสารหลักฐาน เดินทางทั้งลงจากดอย จากต่างอำเภอ มาใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานขนส่งแต่ละจังหวัด ธนาคารของรัฐ ที่ว่าการอำเภอ
เพื่อพิสูจน์สถานะของตัวเองว่ายังเป็นบุคคลที่มีรายได้น้อยควรจะเข้าเกณฑ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเดือนละ 300 บาท เหมือนเช่นเดิม
ในเรื่องดังกล่าว หากยึดตามหลักการการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง นับว่าเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐจะได้อัพเดตฐานข้อมูล และจำนวนผู้มีรายได้น้อย ที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง
ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลมาดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
เพราะตั้งแต่มีการดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน พบว่าใช้งบประมาณเฉลี่ยแต่ละปีประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ ประมาณ 13-14 ล้านคนต่อปี
มีงบประมาณของประเทศที่ต้องใช้จ่ายไปกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้วถึง 5.28 แสนล้านบาท
หากว่ากันตามวัตถุประสงค์การคัดครองผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้ได้จำนวน “คนที่ยากจนจริง” นับว่าเป็นเรื่องดี
แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ การคัดกรองข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนกับสภาพความเป็นจริง
เพราะหลายคนที่มีชื่อครอบครองรถ แต่เป็นรถเก่า ไม่สามารถนำมาประกอบอาชีพสร้างรายได้ได้ หรือบ้างมีชื่อเป็นเจ้าของรถ แต่ลูกหลานเป็นคนนำรถไปใช้งาน
อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เดินทางมายื่นอุทธรณ์หวังได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงสะท้อนผ่านมาถึงรัฐบาล ด้วยเสียงอื้ออึงตำหนิถึงความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ
รวมทั้งหลักเกณฑ์การคัดกรองเพื่อให้ได้ คนยากจนจริงๆ ไม่ใช่ “คนอยากจน” ยังไม่สะท้อนกับชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน
เมื่อรัฐบาลได้ฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมาแล้ว จึงไม่มีทางเลือกอื่นจึงสั่งขยายการยื่นอุทธรณ์ของผู้ที่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 20 กันยายนนี้
ตามแนวทางของนายกฯ ที่ให้ไว้ว่า หลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง
ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหารัฐหรือรอการอุทธรณ์ แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟังและแก้ไขปัญหาเชิงรุก ไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือต้องหลุดจากระบบ
หลักการของนายกฯข้างต้น ถือเป็นแนวทางที่ควรจะต้องทำ นับจากนี้จะต้องไปพิสูจน์ผ่านผลการปฏิบัติที่จะเกิดขึ้น
จตุรงค์ ปทุมานนท์

