คำว่า อัลตรา (ultra) ถูกกล่าวถึงเป็น “พิเศษ” ตอนนี้
หลังเป็นไวรัลในโลกโซเชียลไทย อันเกี่ยวเนื่องกับร้านเจลาโต้ดัง ที่อวดสรรพคุณสินค้าตัวเองว่ามีเนื้อเนียนพิเศษ ระดับ Ultra Smooth
ที่ขนาดออก “กฎเกณฑ์” ห้ามลูกค้าเคี้ยวต้องปล่อยให้ละลายในปาก เพื่อสัมผัสความเนียน “พิเศษ” นั้น
อวด “อัลตรา” สูงส่งขนาดนั้น ราคาขายก็เลยสูงระดับอัลตราไปด้วย
เริ่มต้นถ้วยเล็กๆ ที่ 159, 299, 419, 519 ฯลฯ บาท นำไปสู่การวิพากษ์ “อร่อยปาก” ถึงความแพง
แต่เรื่องนี้ไม่สลับซับซ้อน
เพราะถ้ามีเงินพอและ “เห่อ” อยากลิ้มลองก็ไปต่อคิวอุดหนุนเขา
แต่ถ้าเห็นว่าเว่อร์และไม่อยากเป็นเหยื่อ “เนียนลิ้น” ก็ไม่ต้องไปกิน
ง่ายๆ แค่นั้น
เว้นแต่ อยากจะทำให้ยากขึ้นหน่อย
ด้วยชวนกันคิดต่อถึงช่องว่าง “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมนี้
ที่นับวันยิ่งห่างแบบ “อัลตรา” ขึ้นไปทุกที
คนกลุ่มหนึ่งสามารถควักเงิน “เนียนลิ้น” ด้วยของแพงสบายๆ
แต่คนอีกกลุ่มต้องพึ่งเงิน 300 บาท/เดือน เฉลี่ยวันละไม่ถึง 10 บาท เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ในสังคมเดียวกัน
แถมบางคนจะถูกตัดเงินนี้ด้วย “เหตุ” อันไม่เหมาะสมอีก
คนกลุ่มนี้ “จับต้อง” ได้จากจำนวนผู้ไปลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 18.82 ล้านคน
ซึ่งมีผู้ไปถึงฝั่งฝันจำนวน 9.51 ล้านคน
ไม่ผ่านเกณฑ์มากถึง 9.31 ล้านคน
เสียง “ระงม” ดังไปทั่วประเทศ
ระงมด้วยความผิดหวัง คับแค้น โกรธเคือง เพราะเกิดจากความผิดพลาด บกพร่อง จากกฎเกณฑ์ของภาครัฐ
ด้วยคน 9.31 ล้านคนนี้เองกำลังกลายเป็นเรื่องสั่นคลอนรัฐบาลอย่างหนัก
หนักจนรัฐบาลไม่อาจนั่งเฉยได้ ต้องขอโทษและหาทางออกกันจ้าละหวั่น
รับรู้กันว่า รัฐบาลนี้เป็น “รัฐบาลอัลตรา”
อัลตราแบบ “พันลึก” ที่กระซิบกระซาบกันให้แซ่ดนั้น ไม่ขอพูดถึง
เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน
แต่อัลตราหนึ่งที่ถือเป็น “จุดแข็ง” มากๆ ของรัฐบาลนี้
นั่นคือได้รับการสนับสนุนจากภาค “ชนบท”
ภาคชนบทที่ยังผูกพันกับการเมือง “อุปถัมภ์” อย่างสูง
ชัยชนะแบบก้าวกระโดดของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น ปัจจัยหนึ่งคือการผนึกรวมระหว่าง “นักการเมืองท้องถิ่น” กับ “บ้านใหญ่” ที่ใช้การเมืองอุปถัมภ์อย่างเข้มข้นเป็นเครื่องมือ จนชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น
ฐานเสียงจากการเมืองอุปถัมภ์นั้น ส่วนใหญ่ก็คือคนที่ถูกตัดสิทธิจากบัตรคนจน ร่วม 10 ล้านคนนี้เอง
เมื่อ 10 ล้านคนไม่พอใจ และมีแนวร่วมขยายตัวออกไปอย่างมากเช่นนี้
ทำให้รัฐบาลภูมิใจไทยนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ดีเพียงใด
และจะสยบความไม่พอใจไม่ให้ขยายตัวออกไปได้อีกหรือไม่
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า อีก “อัลตรา” หนึ่งที่เป็นจุดขายของรัฐบาลนี้
คือ “3 รัฐมนตรีคนนอก” นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
ผ่านมา 3 เดือน ภาวะ “อัลตรา” ดังกล่าว มีทิศทางลดลงอย่างมาก
นายสีหศักดิ์อาจยังพอเอาตัวรอดไปได้ เพราะจับงานเรื่องต่างประเทศไม่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนเท่าใดนัก
แต่ที่เกี่ยวข้องกับปากท้องชาวบ้านตรงๆ อย่างนางศุภจี กระแสบวกลดฮวบๆ จนจะเข้าแดน “ลบ” เข้าไปทุกที
เช่นเดียวกับนายเอกนิติ ที่ตอนนี้กรณี “คนจน” ทำให้ความนิยม “หดหาย” ไปอย่างน่าห่วงใยยิ่ง
เลยต้องแก้เกมกันยกใหญ่
เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาต่างๆ รุมเร้ารัฐบาลในทุกด้าน
นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว ยังมีปัญหาวิกฤตจากความไม่โปร่งใส ทุจริต คอร์รัปชั่น เข้ามาผสมปนเปเต็มไปหมด
แน่นอนสิ่งเหล่านี้ ล้วนลดทอนภาวะ “อัลตรา” ของรัฐบาลลง อย่างน่าใจหาย
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร



