คดีฮั้ว ส.ว.ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีความกันแล้ว
คนไทยเรายุคนี้ ถ้าทุ่มเถียงโต้แย้ง หาข้อยุติไม่ได้ อาจจะท้าทายกันไปออกรายการโหนกระแส ให้พี่หนุ่ม กรรชัยเป็นกรรมการกลาง ตีแผ่ความจริงต่อหน้าท่านผู้ชม
แต่บางเรื่องราว เกี่ยวข้องกับกฎหมายมากหน่อย แต่ไหนแต่ไรมา จะพึ่งบารมีศาล ขอความยุติธรรม
ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น และน่าจะเป็นอย่างนั้น
อย่างคดีฮั้ว ส.ว. พักนี้เป็นข่าวมากสักหน่อย เพราะเวลาผ่าน 2 ปีมาแล้ว นับจากมีการเลือกกันเองเมื่อปี 2567
วันก่อน มีอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ พูดบนเวทีเสวนาเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. เสนอให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด
อาจารย์ท่านนั้นเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่กำหนดให้ กกต.ส่งคดีที่มีหลักฐานในระดับ “อันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย” ให้ศาลฎีกา ดำเนินการ จนถึงระดับ “สิ้นสงสัย” ว่ามีการกระทำผิดหรือไม่
ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงมาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ที่จะเป็นจุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว ส.ว. มีรายละเอียดเป็นความรู้น่าสนใจ
ขอนำบางตอนมาถ่ายทอดดังนี้
มาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต.ต้องยึดถือ นำมาใช้ในการพิจารณาคดีนี้ คือคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 อ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต.ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร
กล่าวคือ หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่า น่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป
เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งศาลสามารถออกหมายจับได้โดยอาศัยเพียง “หลักฐานตามสมควร” การใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามมาตรา 62 จึงมิใช่มาตรฐานที่สูงกว่านั้น
ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา
หากแต่เป็นการพิจารณาว่าได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากที่สุด คือการที่ กกต.ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยคดี
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในคดีลักษณะนี้
การส่งเรื่องให้ศาลจึงมิใช่การตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด หากเป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
“ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรมตามความเป็นจริงและกฎหมาย” พ.ต.อ.ทวีระบุ
รายละเอียดมากกว่านี้ หาอ่านได้จากข่าวสารในสื่อกระดาษ และออนไลน์
ส่วนคดีจะดำเนินไปในแนวทางที่เสนอแนะกันมาหรือไม่ ต้องลุ้นกันต่อไป
วรศักดิ์ ประยูรศุข



