ขอความเห็น
ลุ้นเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาทุกยก
ยกนี้ดูเหมือนจะเป็นรูปธรรมกว่าครั้งใด ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเริ่มเข้าสู่ขั้นประชาพิจารณ์แล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เปิดเผย
ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคมถึง 25 สิงหาคม เป็นช่วงเวลาประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนั้น
กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย นักเรียน เยาวชน และผู้เรียน ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
ยังมีผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและประชาสังคม
และยังมีหน่วยงานส่วนกลางและองค์กรหลักด้านการศึกษา
รวมถึงประชาชน องค์กร NGO และผู้ทรงคุณวุฒิ
ไม่รู้ว่าระยะเวลาที่กำหนดจะรับฟังกันทันไหม
ส่วนร่าง พ.ร.บ.นี้ มี 72 มาตรา มีคำถาม 73 คำถาม
มีหลักการใหญ่ ประกอบด้วย
1.กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” เป็น Regulator ระดับชาติ
มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และมาตรฐานการศึกษาชาติข้ามกระทรวง การใช้อำนาจเชิงบริหารและงบประมาณ
ให้อำนาจคณะกรรมการ จัดสรรงบประมาณและการกำหนดกฎกติกา เพื่อให้มีผลผูกพันหน่วยงานปฏิบัติจริง และการสร้างข้อยกเว้นทางกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox)
มีอำนาจในการอนุมัติข้อยกเว้นกฎหมายหรือระเบียบเดิม เพื่อทดลองใช้รูปแบบ/นวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ในพื้นที่หรือสถานศึกษาก่อนนำไปขยายผล
2.กระจายอำนาจและสร้างความเป็นอิสระแก่ “สถานศึกษา” เพิ่มการยืดหยุ่นในการบริหาร
กระจายอำนาจให้สถานศึกษาตัดสินใจได้ 4 ด้าน ได้แก่ วิชาการ,งบประมาณ, งานบุคคล และการบริหารทั่วไป
เพื่อให้โรงเรียนออกแบบการเรียนรู้ได้ตามบริบทและความพร้อมของพื้นที่ ลดความยุ่งยากเชิงโครงสร้าง เปิดโอกาสให้สถานศึกษาคล่องตัวเชิงการบริหาร ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเงื่อนไขนิติบุคคล แต่กำกับด้วยมาตรฐานการศึกษาชาติ
3.เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบการศึกษาอิงสมรรถนะ” และ “ผลลัพธ์การเรียนรู้”
เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ (DOE) เปลี่ยนจากเน้นชั่วโมงเรียนหรือท่องจำเนื้อหา มาเป็นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามช่วงวัย (คิดวิเคราะห์, ทักษะชีวิต, สุขภาวะ และคุณธรรม)
และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Credit Bank System)
รองรับระบบการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต/ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
4.ปฏิรูปการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษา
ประเมินเพื่อการพัฒนา (Assessment for Development) ปรับเปลี่ยนระบบประกันคุณภาพและประเมินผล ให้ประเมินตามสภาพความพร้อมและระดับการพัฒนาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
และยกเลิกการผูกขาดการประเมิน ไม่ยึดติดหรือผูกขาดกับหน่วยงานประเมินเพียงหน่วยงานเดียว เน้นวิธีการประเมินที่หลากหลายเพื่อลดภาระงานเอกสารของครูและสถานศึกษา
5.ยกระดับวิชาชีพและบทบาทของ “ครู”
ปรับบทบาทครู เปลี่ยนจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้/ผู้สอน” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Learning Facilitator) และพัฒนานิเวศวิชาชีพครู
คณะกรรมการนโยบายฯ จะกำหนดเกณฑ์กลางเกี่ยวกับการผลิตคัดเลือก และพัฒนาวิชาชีพครู
มุ่งเน้นสมรรถนะและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และ 6.สร้างหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) ดึงภาคส่วนอื่นร่วมจัดการศึกษา
ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วม
รวมถึงมีคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อสะท้อนเสียงคนในพื้นที่
ระยะเวลาประชาพิจารณ์เหลืออีกไม่กี่วัน ใครมีไอเดีย มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยกันระดมความเห็น หากช่วยกันคนละไม้คนละมือ นี่อาจเป็นความหวังใหม่
หวังให้การศึกษาไทยพ้นจากหล่ม
และทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึง “วิชา” เพื่อนำไปสร้างอนาคตได้มากกว่าทุกวันนี้
นฤตย์ เสกธีระ

