เดือนสิงหาคม นับถอยหลังคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน จะพิจารณาให้ได้บทสรุปตามกรอบ 90 วัน ผ่านข้อมูล ข้อเท็จจริงตามผลการไต่สวนของ 2 คณะอนุกรรมการฯ
คือ การไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน แบ่งเป็น ส.ว. 138 คน และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 91 คน
ส่วนคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ลงมติในทางตรงข้ามว่า เห็นว่าทั้ง 229 คน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก ส.ว.
จากนี้บทสรุปคำร้องคดีฮั้วเลือก ส.ว.จะอยู่ที่ผลการพิจารณาของ กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบตามกฎหมายว่าจะชี้ขาดว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก ส.ว. เพื่อส่งให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งตัดสินในขั้นสุดท้าย
ฉากทัศน์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า การพิจารณาคำร้องฮั้วเลือก ส.ว.ของ กกต. อาจออกได้ 3 ทาง คือ 1.เสนอเอาผิดทั้ง 229 คน 2.ยกคำร้องทั้งหมด ไม่มีผู้กระทำผิด และ 3.เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วน
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า อาจจะชี้มูล ส.ว.ในกลุ่ม “สีน้ำเงินอ่อน” ตัวเลขกลมๆ ราว 40 คน ส่งให้ศาลฎีกาตัดสิน
ทั้งที่การพิจารณาของผู้มีอำนาจหน้าที่ควรต้องยึดตามหลักพยาน หลักฐาน และข้อเท็จจริงที่อันควรเชื่อได้ว่า บุคคลใดเข้าไปมีส่วนกับขบวนการฮั้วเลือก ส.ว. ก้าวข้ามข้อครหาว่า บุคคลนั้นเป็นคนของใคร
แต่ที่หลายฝ่ายควรต้องกลับมาโฟกัสกันอีกครั้ง คือ ต้นตอที่ทำให้เกิดการฮั้วเลือก ส.ว. นั่นคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. 200 คน ผ่านการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ
หากรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ที่เปิดช่องให้ผู้สมัครเลือก ส.ว.ขอคะแนนกันได้ ยังไม่ได้มีการแก้ไข การฮั้ว ส.ว.ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก
เมื่อกติกาว่าด้วยการได้มาของ ส.ว. 200 คน ยังเป็นกติกาเดิม ผู้ที่คิดจะทำการฮั้ว ส.ว. ภาค 2 จะยิ่งมีพฤติการณ์แนบเนียนและซับซ้อนขึ้น ให้ยากต่อการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพราะ ส.ว.ชุดปัจจุบัน ที่ถูกข้อครหาว่าเป็น ส.ว.สีน้ำเงิน จะครบวาระทำหน้าที่ห้าปี ในปี 2572 หรืออีกสามปีนับจากนี้
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายการเมือง ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม หากต้องการแก้ไขกระบวนการฮั้วเลือก ส.ว. ไม่ให้เกิดขึ้นอีก จำเป็นต้องแสดงความจริงใจร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ
หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้ยาก เนื่องจากยังติดเงื่อนไขความเห็นต่างของหลายฝ่าย ทั้งข้อถกเถียงการทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็น 2 หรือ 3 ครั้ง เพื่อไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ก็ยังมีแนวทางด้วยการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราได้ โดยเฉพาะการแก้ไข มาตรา 107 ที่สมาชิกรัฐสภาร่วมกันแก้ไขได้
อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ไม่จำเป็นต้องทำประชามติสอบถามประชาชน เพราะไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 และหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
จะมีเพียงแค่ต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง เห็นชอบการแก้ไขในวาระรับหลักการ และวาระที่สามด้วย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ ไม่ให้เกิดการฮั้ว ส.ว.อีก
จะเป็นบทพิสูจน์ว่าใคร “จริงใจ” ใครแค่ “ปาหี่”
จตุรงค์ ปทุมานนท์

