โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี บอกอะไรกับเราบ้าง?ประการแรกสุด คือบอกว่า “ปัญหาเรื่องเด็ก-เยาวชน” นั้นซับซ้อน
เพียงแค่ไม่กี่วัน วิวาทะเกี่ยวกับ “ปัญหาเด็ก” ในสังคม (ออนไลน์) ไทยก็เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว
จากการถกเถียงเรื่อง เด็ก ป.1 ควรอ่านหนังสือออกหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร ไปสู่เสียงฮือฮา เมื่อครูผู้สอนหนังสือรายหนึ่งโพสต์ด่า “นักเรียนรุ่นปัจจุบัน” ด้วยอารมณ์หงุดหงิดและถ้อยคำรุนแรง
ก่อนที่ทุกฝ่ายจะตื่นตะลึงกับเหตุสะเทือนขวัญกราดยิงภายในรั้วสถานศึกษา
พิเคราะห์จากปรากฏการณ์เหล่านี้ “ปัญหาเรื่องเด็ก-เยาวชน” จึงมิได้เกิดขึ้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว แต่เป็นปัญหาหลายๆ เรื่อง ที่อาจมีความเกี่ยวเนื่องยึดโยงกันอย่างเป็นระบบ
ด้านหนึ่ง ก็มี “ปัญหาเด็ก” บางเรื่อง ที่เป็นปัญหาเดิมตกทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เช่น “ปัญหาการบูลลี่” หรือการกลั่นแกล้งกันในพื้นที่โรงเรียน
การที่ปัญหานี้ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครแก้ไขได้ ก็ย่อมแสดงว่ารากของปัญหาต้องพัวพันอยู่กับระบบที่ใหญ่กว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาของประเทศ หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมไทยโดยรวม
อีกด้านหนึ่ง สังคมมักกล่าวโทษ “สื่อ” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เยาวชนใช้ความรุนแรง ระยะหลัง จำเลยหลักในการกล่าวโทษทำนองนี้ มักได้แก่ “เกม (ออนไลน์)”
อย่างไรก็ดี อยากชวนทุกท่านให้หันไปมองภาพกว้างกว่านั้น เพื่อจะได้ตระหนักว่า เยาวชนรุ่นนี้กำลังเติบโตขึ้นมา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ
ไม่ใช่แค่เกมออนไลน์ที่อาจมีเนื้อหาสนับสนุนความรุนแรง หรือมีแนวโน้มจะทำให้เยาวชนเสพติดหมกมุ่นอยู่ในโลกจินตนาการใบเดียว
ทว่า ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนอื่นๆ เราก็พบเห็นผู้ใหญ่จำนวนมากเฮโลสาระพาไปกับดราม่าไร้สาระเรื่องแล้วเรื่องเล่า
หลายครั้งหลายหน พวกผู้ใหญ่ในชุมชนออนไลน์ก็เสพติดความรุนแรงยิ่งกว่าเด็กเสียอีก ดังจะเห็นว่า ขณะที่พวกเขาเพิ่งเสียขวัญหวั่นผวากับเหตุการณ์ที่มีลูกหลานในสังคมใช้อาวุธปืนกราดยิงครูและเพื่อนในโรงเรียน ก่อนหน้านั้นไม่นาน พวกเขาก็เคยยินดีปรีดาที่เครื่องบินรบไทยไป “ทิ้งไข่” ใส่ฐานทหารของประเทศข้างเคียง
ข้ามไปยังสื่อโทรทัศน์ รายการข่าวช่วงไพรม์ไทม์ในทีวีช่องใหญ่ ก็เต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรมที่ยืดยาวเยิ่นเย้อ และเรื่อยเปื่อยไปกับประเด็นยิบย่อย โดยไม่ได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหรือเตือนใจคนดูเท่าที่ควร
พ้นไปจากเรื่องสื่อ เยาวชนคนรุ่นใหม่ก็คล้ายจะมองไม่เห็นอนาคตของตนเองว่าพวกเขาจะเติบโตไปทำอะไรหรือเป็นส่วนไหนของสังคมไทย
จะไปเป็นข้าราชการที่มีสวัสดิการมั่นคง ก็เพิ่งมีข่าวทุจริตสอบข้าราชการเกิดขึ้น แถมรัฐบาลยังมีแนวคิดปรับลดบุคลากรในระบบราชการลงเสียอีก
มองไปที่ภาคเอกชน ยังเหลืองานที่มีอนาคตสำหรับคนส่วนใหญ่กี่อย่าง
“ดาต้าเซ็นเตอร์” เริ่มกลายเป็นความฝันที่ต้องนำกลับมาทบทวนกันใหม่
“ทุนต่างชาติ” จากบางประเทศ อาจสมประโยชน์กับ “ทุนใหญ่” ในประเทศได้ แต่เริ่มมีปัญหาขัดแย้งกับคนเล็กคนน้อย ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและลามมาถึงเรื่องวัฒนธรรม-การดำเนินชีวิตเรียบร้อยแล้ว
ครั้นอยากเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจ Longevity หรือ Wellness ก็ดันรวยไม่พอจะเข้าไปให้บริการหรือรับบริการอีก
ที่สำคัญที่สุด คือ ในห้วงไม่ถึงทศวรรษก่อนหน้านี้ รัฐไทยเพิ่งจะจัดการกับกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยกฎหมายมาตราแรง โดยไม่ยอมนิรโทษกรรมให้พวกเขา กระทั่งหลายคนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
ถ้าเราประเมินว่า โศกนาฏกรรมที่นนทบุรีคือการฉายภาพ “นรก” ส่วนเสี้ยวหนึ่งของสังคมไทยร่วมสมัย
“จิ๊กซอว์” ทั้งหลายด้านบนก็คงพอให้คำตอบเพิ่มเติมขึ้นมาได้บ้างว่า “นรก” ดังกล่าวมาจากไหน หรือก่อตัวขึ้นจากเงื่อนไขปัจจัยอะไรบ้าง
ปราปต์ บุนปาน

