ปฏิรูปราชการ – ความพยายามที่จะปฏิรูประบบราชการไทยของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เริ่มเห็นความชัดเจน และมีความคืบหน้าไปมาก
เพราะล่าสุดที่ประชุม ครม.เห็นชอบ “แนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการกำลังคนและโครงสร้างภาครัฐ” ตามข้อเสนอของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ
มี 4 มาตรการสำคัญ
มาตรการแรก ตรึงอัตรากำลัง เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน
มาตรการที่สอง ลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก สายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน เช่น พนักงานธุรการ เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง พนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ พนักงานห้องสมุด บรรณารักษ์ ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร
ยุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป
ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและทั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบฯ 2570 ยกเว้น แพทย์และทันตแพทย์ และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสำคัญ ลดอัตรากำลังข้าราชการลง 15% ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2575
ลองคิดคำนวณโดยยึดฐานข้อมูลจำนวนกำลังคนภาครัฐของ ก.พ.ที่ประกอบด้วย ข้าราชการและกำลังประเภทอื่น รวมกว่า 3 ล้านคน
เท่ากับว่าจะลดกำลังคนไปราว 5 แสนคนภายในอีก 6 ปี
มาตรการที่สาม ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับมาตรการตรึงและยุบเลิกอัตรากำลัง
รวมทั้งสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร.กำหนด เช่น ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
มาตรการที่สี่ มาตรการอื่นๆ เพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว เช่น การเกษียณอายุก่อนกำหนด ชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น
นอกจาก 4 มาตรการดังกล่าว ยังมีประเด็นสำคัญที่ ครม.เห็นชอบ คือ “แนวทางการปรับปรุงการจัดส่วนราชการในภูมิภาค”
สาระหลักๆ ให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานดังกล่าว โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว ต้องทำข้อเสนอต่อสำนักงาน ก.พ.ร.ภายใน 3 เดือนนับจากนี้
ยังมีแนวทางถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้
ความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงส่วนราชการในภูมิภาคนั้น สำนักงาน ก.พ.ร.ชี้ถึงสถานการณ์ว่า การจัดส่วนราชการในภูมิภาคของกระทรวงและกรม ตาม พ.ร.บ.ปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พบว่า “ส่วนราชการระดับ 163 กรม ใน 20 กระทรวง ได้แบ่งส่วนราชการภายในกรมเป็นส่วนระดับกองมากถึง 11,667 หน่วยงาน โดยมีกองที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน
ทำให้การขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก จนเกิดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ และส่วนท้องถิ่น”
ในอดีตที่ผ่านมา มีความพยามที่จะปฏิรูประบบราชการไทยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร ในขณะที่ระบบราชการไทยยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น
การปฏิรูประบบราชการที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน ยังต้องติดตามว่า มาตรการลดกำลังคนภาครัฐและแนวการปรับปรุงส่วนราชการในภูมิภาค จะนำไปสู่การปฏิบัติได้แค่ไหน
แน่นอนว่าจะเป็นอีกตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาล

