ข่าวใหญ่มากๆ ในแวดวงเศรษฐกิจบ้านเราเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นจะหนีไม่พ้นการออกมาแสดงความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ทั้ง “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ซึ่งกำลังวิตกกังวลและพยายามส่งเสียงเตือนดังๆ ไปถึงรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียงกัน
สาระสำคัญของเสียงเตือนข้างต้น ก็คือ ความกังวลต่อสภาพการแข่งขันที่เหลื่อมล้ำระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย กับรถยนต์ (อีวี) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งควรแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
รวมทั้งความเป็นไปได้ที่บริษัทรถยนต์จากญี่ปุ่นอาจขยายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย หากสถานการณ์ในไทยยังไม่ดีขึ้น
นี่คือเสียงเตือน-ความกังวลที่ดังขึ้นและถูกสื่อสารออกมาอย่างเป็นระบบ แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก
เพราะอย่างน้อยที่สุด เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก็ได้สะท้อนความคิดเห็นคล้ายๆ กันเอาไว้ ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ดังเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ว่า
“อยากให้มีการผลิตรถในประเทศไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจไทย คือให้มีการใช้ซัพพลายเออร์ในไทยมากๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากๆ ร้องขอให้มีการส่งเสริมการผลิตและปกป้องซัพพลายเชนภายในประเทศ”
สำหรับเรื่องระบบส่งกำลัง ก็เป็นไปตามแนวคิด Multi-Pathway (การมีทางเลือกทางพลังงานที่หลากหลาย) ของเรา ที่ควรปรับตัวได้ตามสภาพการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้
“คือไม่ใช่สนับสนุนแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่มีทั้งรถยนต์สันดาปภายใน, รถยนต์ไฮบริด, รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพต่างๆ ที่เราอยากให้รัฐบาลสนับสนุนทั้งหมดอย่างเท่าเทียม”
เป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จากญี่ปุ่นนั้นมีสถานภาพเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
เสียงเตือนจากตัวแทนระดับสูงของอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงถือเป็น “เสียงเตือนจากเพื่อน” ที่ทำงาน, ใช้ชีวิต และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับพวกเรามาอย่างยาวนานใกล้ชิด
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ที่ประเทศหรือรัฐ-ชาติหนึ่งๆรวมถึงประเทศไทย จะมีเพื่อนมิตรมากหน้าหลายตา
โดยถ้าเราเชื่อหรือมีสมมุติฐานเบื้องต้นว่า เพื่อนเหล่านั้นล้วนเป็น “เพื่อนที่ดี” หรือ “กัลยาณมิตร” ด้วยกันทั้งสิ้น
เราก็ควรที่จะเปิดใจรับฟังเพื่อนทุกราย และใส่ใจในเสียงเตือนหรือความกังวลที่เพื่อนบางรายส่งสารมาถึงเราอย่างหนักแน่นซื่อตรง
ที่สำคัญที่สุด เราไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกคบหาพึ่งพาเพื่อนเพียงรายหนึ่งรายเดียว จนมีราคาต้องจ่ายเป็นการสูญเสียมิตรสหายรายอื่นๆ ที่คบหาพึ่งพิงกันมายาวนานเช่นกัน

