Believe it or not:สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

23.08.26 | 12:30 น.

Believe it or not:สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร


อีกประมาณ 1 สัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีคำวินิจฉัยกรณีฮั้ว ส.ว.ออกมา ตามที่ให้สัญญาประชาคมไว้หรือไม่ ต้องติดตาม

แต่ก็ “หวัง” ว่าจะเป็นเช่นสัญญาประชาคมนั้น

ส่วน คำวินิจฉัย จะ สมหวัง หรือ ผิดหวัง อย่างไร

Advertisement

ต้องยอมรับจริงๆ ว่า “คาดหวัง” อะไรไม่ได้

เพราะ กกต.ท่านเก็บตัว “หลังกำแพง” มิดชิด

สังคมแทบไม่ได้รับรู้ว่า กกต.กำลังทำอะไรอยู่

นอกจากคำบอกกล่าว “กว้างๆ” ว่ามีการประชุมกันทุกสัปดาห์
ให้รอคำตอบสิ้นเดือนนี้

ด้วยภาวะมืดทึบ มองทะลุกำแพงเข้าไปไม่ได้ ดังกล่าว

จึงไม่สามารถคาดหมายอะไรได้

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ ความรู้สึก “I want to believe”“ฉัน (กรู) อยากจะเชื่อ” ใน กกต.จึงไม่เกิดขึ้น

ได้เพียงแต่ “เชื่อ” ลมๆ แล้งๆ ว่า กกต. จะตระหนัก หรือ ให้น้ำหนักกับ หลักการสำคัญในการวินิจฉัยคดีฮั้ว ส.ว. คือ “เชื่อได้ว่า…” กับหลักฐานต่างๆ ที่มีบานเบอะแล้วส่งเรื่องนี้ ไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอีกครั้ง ในศาลฎีกา

ไม่ฆ่าตัดตอน “ยกคำร้อง” ทุกกรณี ตามมติ ของ “คณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” ที่มีไว้

เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ “believe” กับมติดังกล่าวเอาเสียเลย

ด้วยพยานหลักฐานที่สังคมได้รับรู้ มันเกินระดับ “เชื่อได้ว่า…”
ไปไกลมาก

อย่างน้อยที่สุด คำวินิจฉัยของคณะกรรมสอบสวน ชุดที่ 26 ของ
กกต.เอง ก็เชื่อได้ว่ามีผู้ต้องสงสัย 229 ราย ควรจะไปพิสูจน์ใน ชั้นศาลต่อไป

กกต.จึงต้องสุมหัวในกำแพงกันให้ดี ว่าจะมีมติต่อกรณีนี้อย่างไร

เพราะหาก ไปทำลายความรู้สึก “I want to believe” ก็ห่วงว่า “วิกฤตศรัทธา” ต่อ กกต.อาจเกิดขึ้นรุนแรง

รุนแรง จน กำแพงอันแข็งแกร่ง ที่ กกต.เชื่อว่าจะปกป้องตนเองเอาไว้อย่างปลอดภัย อาจจะไม่แข็งแกร่งอย่างที่เชื่อก็ได้

แต่ก็นั่นแหละ ฝ่ายที่ส่งเสียงเตือน กกต. ก็คงต้องทำใจและเผื่อใจ เอาไว้มากๆ ด้วยเช่นกัน

เพราะหากพิจารณา “ความหนา” ต่อกรณีวินิจฉัย “ฮั้ว ส.ว.” ที่ทอดยาวมาร่วม 2 ปี

มันสลับซับซ้อน ยอกย้อน พิสดารอย่างเหลือเชื่อ

ไม่ต้องอื่นไกล กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่เมื่อยุคสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ลุยคดีฮั้ว ส.ว.อย่างดุเดือดเลือดพล่าน

แต่เมื่อ ยุคสมัยเปลี่ยน ดีเอสไอ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรม ที่มีเจ้ากระทรวงเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย

อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม

กรณีฮั้ว ส.ว.ที่ตอนแรกเข้มข้นยิ่ง ถึงขั้นจะเอาผิดข้อหา “อั้งยี่-
ฟอกเงิน”

แต่ที่สุดก็พลิกผันไปแค่สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย

จนอัยการคดีพิเศษต้องตีกลับให้ทำสำนวนใหม่ จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรียุติธรรม ซึ่งดูแลดีเอสไอ
ก็ไม่ได้ เร่งรัดกดดันอะไรมากนัก

จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอ ยุคของท่าน “ฉับไว” เอาจริงเอาจังกับ นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะ “สีส้ม” เป็นพิเศษเท่านั้น

ส่วนคดีฮั้ว ส.ว.ก็ว่าไปตาม “กระบวนการ”

แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะบอกว่า “ถ้ามีการฮั้ว ส.ว.จริง เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ”

แต่พอพ่วงด้วยความเชื่อของนายกฯ ว่า “ฮั้ว ส.ว. เป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะกล่าว ให้ร้ายกระบวนการนี้”

ทำให้ เรื่องฮั้ว ส.ว.ในสายตานายกฯและรัฐมนตรียุติธรรม
คลายภาวะเข้มข้น “น่ารังเกียจ” ลงฮวบฮาบ

แถมยังพยายามให้ประชาชนเชื่อด้วยอีกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ
ภูมิใจไทยและรัฐบาล

เพราะเกิดก่อนการมีรัฐบาล

ฟังแล้ว believe it or not เหมือนคำอธิบาย “กกต.คือข้างบน” หรือไม่ วินิจฉัยเองเถิด