รัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับ “หลายวิกฤต” ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กันโดยมิได้นัดหมาย
ทั้งวิกฤตสังคม วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง
ที่สดๆ ร้อนๆ ทางภาคเหนือ คือ “วิกฤตน้ำท่วมที่น่าน” ซึ่งเกิดซ้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ โดยที่ภาครัฐยังหาวิธีป้องกันรับมือปัญหาในระยะยาวไม่ได้
ยังดีที่รอบนี้ มีรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ไปเป็นผู้นำออกแอ๊กชั่นหน้างาน
โดยต้องหมายเหตุไว้ให้ชัดๆ ว่า ยศชนันคือแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล
ข้ามไปที่ชายแดนภาคใต้ “วิกฤตความรุนแรง” ที่ปะทุหนักขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พุ่งถึงระดับ “น่าวิตกกังวล” อีกหน เมื่อเครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบลงมือก่อเหตุหลายสิบจุดภายในระยะเวลาแค่วันเดียว
ยังไม่มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะลงมือแก้ปัญหานี้ หรือจัดการระงับให้ความรุนแรงสงบลงชั่วคราวได้อย่างไร
รวมทั้งยังไม่มีความชัดเจนจากผู้นำและผู้รับผิดชอบของรัฐบาล (ซึ่งไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง) ว่า เราควรใช้แนวทาง “การทหารนำการเมือง” ในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อไป (แบบที่ใช้มากว่าสองทศวรรษ) หรือหันไปแก้ปัญหาด้วยแนวทางอื่นอย่างจริงจังดูบ้าง
ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมปัญหา “การใช้อาวุธปืนในสังคมไทย” ซึ่งเสียงการ “ลั่นไกดังๆ” ในพื้นที่สาธารณะที่เงียบหายลงชั่วขณะ มิได้บ่งชี้ว่าปัญหาดังกล่าวจะสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง
เรื่องเศรษฐกิจไม่ต้องพูดกัน เพราะแม้จะมีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกมาหลายเดือนแล้ว แต่ทุกคนรู้สึกคล้ายๆ กันว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังซึมเซา ผู้คนจำนวนมากยังไม่มีกำลังซื้อ
ขณะที่ภาคการผลิตของเราก็ยังมุ่งหน้าไปสู่ทิศทาง “พร่าเบลอ” เมื่อตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่นเพิ่งออกมาส่งเสียงเตือนดังๆ ถึงรัฐบาลว่า ที่ผ่านมา รัฐไทยดูจะ “โปร” อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากบางประเทศเด่นชัดเกินไป
เหมือนกับประเด็น “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่เริ่มกลายสภาพจาก “ความหวังใหม่” เป็น “ปัญหาในมิติต่างๆ” โดยวางพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกที่ว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่กำลังขัดสนขาดโอกาสอาจไม่ได้มีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมนี้มากนัก
พูดง่ายๆ ได้ว่า เวลาใครบอกว่า “เศรษฐกิจไทยยังมีหวัง” ความหวังนั้นดูจะอยู่ในมือของ “คนรวยส่วนน้อย” แต่ “คนไม่มีโอกาสส่วนใหญ่” ยังคงมืดแปดด้านเช่นเคย
ที่สำคัญ ในอนาคตอันใกล้ ยังมี “กับระเบิดทางการเมือง” หลายจุดรอคอยรัฐบาลอยู่
การตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อคดี “ฮั้ว ส.ว.” ไม่ว่าจะออกหน้าไหนทางใด ย่อมส่งแรงกระเพื่อมไปถึงรัฐบาลและระบอบอำนาจปัจจุบันไม่มากก็น้อย
แต่ที่อาจหนักหนาสาหัสกว่า คือ การส่งผลสะเทือนในรูป “ความโกรธ-ไม่พอใจ” ของคนในสังคม
รวมทั้งยังมีเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่คงเกิดขึ้นช่วงปลายปีนี้ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เราน่าจะพอเห็นโจทย์และโจทก์ว่า รัฐบาลจะโดนกล่าวโทษเรื่องใดบ้าง
แต่ยังไม่เห็นเค้าลางว่า รัฐบาลจะรอดตัวจาก “วิกฤตศรัทธา” เหล่านั้นได้อย่างไร



