ไม่รู้ว่าใครคือต้นคิดฮั้วเลือก ส.ว. แต่การดำเนินการมาจนถึงบัดนี้ได้ทำให้ทั้งคนและระบบได้รับผลสะเทือนอย่างมาก
ทั้ง “คน” และ “ระบบ” ต่างได้รับผลกระทบ
จากผลกระทบต่อแค่ผู้สมัคร ส.ว.ที่ร้องว่าการเลือกครั้งที่ผ่านมามีการฮั้ว จากนั้นได้ฟาดเข้าใส่ ส.ว.ที่ผ่านกระบวนการเลือก
ต่อมาพาดพิงไปถึงรัฐมนตรีในซีกฝั่งของพรรคภูมิใจไทย แล้วยังกระแทกแรงเข้าใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
ขณะเดียวกันคดีฮั้ว ส.ว.ยังกระทบต่อระบบของประเทศ เพราะความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆ เริ่มเสื่อมทรุด
วันก่อนผลสำรวจความเชื่อมั่นองค์กรอิสระพบว่า กกต.สอบตก
เมื่อวานนี้ผลสำรวจความเชื่อมั่นการเมืองก็พบว่าต่ำลงไปอีก
แม้ภาพรวมจะมีองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้ระบบได้รับผลกระทบ แต่ต้องยอมรับว่าคดีฮั้ว ส.ว.นี้เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ฉุดความเชื่อมั่น
แม้ว่าผลการลงมติของ กกต.จะเกิดขึ้นวันที่ 14 กันยายน แต่ผลกระทบของคดีได้เกิดขึ้นแล้ว
จึงไม่แปลกที่ระยะหลังเริ่มมีบุคคลมากมายเข้ามาแสดงความคิดเห็น
จาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไอ-ลอว์ ขยับไปสู่พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีคนนอกเข้ามาแสดงความคิดเห็น
ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายวิชา มหาคุณ นายวัส ติงสมิตร ขึ้นเวที กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการฯ และสถาบันพระปกเกล้าก็หยิบยกเอาคดีฮั้ว ส.ว.มากล่าวถึง
กล่าวถึงด้วยความเป็นห่วง เพราะความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระเสื่อมทรุด
ต้องยอมรับว่าองค์กรอิสระนั้นเป็นความหวังในระบบประเทศ
มีความเชื่อว่าเมื่อองค์กรอิสระไม่ถูกแทรกแซงแล้ว เรื่องราวต่างๆ จะมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แต่ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเข้าสู่โซนอันตราย เพราะสังคมมีข้อสงสัยในความเป็นอิสระ
เท่ากับองค์กรอิสระกำลังทำให้ผิดหวัง
เมื่อความเชื่อมั่นในผู้ดูแลระบบถดถอย ระบบย่อมได้รับผลกระทบ
วันนี้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าไทยหลุดพ้นจาก “อำนาจนิยม” หลังการรัฐประหารมาแล้วจริงหรือไม่
แม้เราจะเพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งกันมา แต่การใช้อำนาจหลังเลือกตั้งนั้นได้สอดคล้องกับ “ประชาธิปไตย” แค่ไหน
เพราะโลกสอนให้รู้ว่า การเลือกตั้งอาจจะนำมาซึ่ง “อำนาจนิยม” ก็ได้
กรณีการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง กรณีของฮิตเลอร์ก็เป็นตัวอย่าง
สำหรับประเทศไทยที่มีประสบการณ์กับการบริหารงานแบบอำนาจนิยมมาเป็นสิบปี คงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าสุดท้ายประเทศชาติได้ประโยชน์หรือเสียโอกาส
คำถามก็คือแล้วเราจะอยู่ในมรสุมใหญ่นี้กันต่อไปจนถึงเมื่อไหร่
ในขณะที่เรากำลังพูดถึงการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางทางเศรษฐกิจ ไทยควรให้ความสำคัญกับการหลุดพ้นจากกับดักตัวเองกันก่อนหรือไม่
ไทยจะหลุดพ้นจากกับดักอำนาจนิยมที่ยังสำแดงฤทธิ์ทำร้ายประเทศไม่หยุดหย่อนนี่กันเมื่อไหร่
ทั้งๆ ที่วิธีหลุดพ้นที่พอมองเห็น คือ การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ก็ถูกเมินเฉย
แม้จะทำประชามติกันมาแล้วแต่ก็ไม่มีใครสนใจ
ประเทศที่บริหารแบบเดิมๆ จึงวนเวียนอยู่กับที่
การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่วาดฝันว่าจะดีขึ้นและดีขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็น ยิ่งทำก็ยิ่งทรุด
อนาคตที่คาดหวัง เหมือนภาพลวงตาที่หลอกให้ติดอยู่ในกับดักอำนาจนิยมตลอดเวลา
นฤตย์ เสกธีระ

