สถานีคิดเลขที่ 12 | วิกฤตที่ถูกลืม โดย สุพัด ทีปะลา

3.09.26 | 12:35 น.

ปัญหาวิกฤตประชากรไทย จำนวนเด็กเกิดใหม่ปี 2568 ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียง 416,574 คนต่อปี น้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน


กลายเป็นความเสี่ยงทางโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ของประเทศ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

หากไม่มีนโยบายและมาตรการเข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้อย่างจริงจัง

โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนวัยแรงงาน รวมทั้งฐานะการคลังของภาครัฐทั้งรายได้และรายจ่าย

Advertisement

นักวิชาการหลายคนเริ่มส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลให้รีบเข้ามาขับเคลื่อน วางยุทธศาสตร์และแนวทางรับมือกับวิกฤต

เพราะแนวโน้มตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดต่ำลงในทุกๆ ปี

รายงานของสถานการณ์ประชากรไทยปี 2569 “พลิกวิกฤต เกิดน้อย-สังคมสูงวัย” ของสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำว่า หากทิศทางเด็กเกิดใหม่ยังเป็นเช่นนี้

ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4 แสนคน

โดยคาดการณ์ว่าหากอัตราเจริญพันธุ์รวม ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า

จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคนในปี 2578

และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด

ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะเหลือเพียง 38.5 ล้านคน หายไป 3.4 ล้านคน

ในรายงานดังกล่าว ได้ศึกษาถอดบทเรียนนโยบายส่งเสริมการเกิดทั่วโลก พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มาตรการระยะสั้น เช่น การแจกเงินขวัญถุง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่ไทยต้องเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรักษาอัตราการเกิด คือ การใช้มาตรการ “สร้างระบบนิเวศส่งเสริมการเกิด” ที่ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.การอุดหนุนทางการเงินที่ต่อเนื่อง 2.นโยบายเวลาที่ยืดหยุ่น เช่น การลาเพื่อเลี้ยงบุตรได้ทั้งพ่อและแม่ 3.บริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ง่าย

โดยต้องบูรณาการมาตรการเหล่านี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ต่อเนื่องผ่านรัฐบาลชุดต่างๆ

สำหรับนโยบายของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่มีความชัดเจน

นโยบายหลัก 23 ข้อ และนโยบายย่อย 47 ข้อ ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏมาตรการหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการรับมือกับวิกฤตประชากร

ก่อนนี้ในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีการตีปี๊บผลักดันวาระชาติว่าด้วยการ “ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ”

มีมาตรการที่สำคัญ อย่างเช่น ส่งเสริมคนโสดและคนที่มีคู่ ได้ตรวจคัดกรองสุขภาพและได้รับการให้คำปรึกษา เพื่อวางแผนก่อนการตั้งครรภ์

ผลักดันให้มีโรงพยาบาลที่จัดบริการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูกโดยตรง หรือ IUI ได้ครบทุกจังหวัด

ให้มีโรงพยาบาล สังกัด สป.สธ.ที่จัดบริการ การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ IVF ได้ครบทุกภาค

น่าเสียดายว่าการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวขาดความต่อเนื่อง และไม่ได้ถูกหยิบยกมาเป็นวาระชาติในปัจจุบัน

วิกฤตประชากรที่ไทยกำลังเผชิญ ถือเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ที่ไม่ควรมองข้าม