‘ขื่น’ในความ‘ยินดี’ : สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

6.09.26 | 12:00 น.

‘ขื่น’ในความ‘ยินดี’


ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง

ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบต้อนรับทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ซึ่งคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และคว้าตั๋วไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ได้สำเร็จ

และก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับ “เนเน่ รอยัล”-รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินเยาวชนหญิงวัย 16 ปี จาก จ.ภูเก็ต ที่สร้างประวัติศาสตร์ ทะลุเข้ารอบสุดท้าย การประกวด “America’s Got Talent”

Advertisement

ทั้งนี้ เพราะทีมวอลย์บอลหญิงไทย และเนเน่ ได้แสดงถึงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์

ประจักษ์จนต้องเปิดทำเนียบรับ

จึงไม่ควรเอาประเด็นการเมืองใดๆ “มาลดทอน” ความยอดเยี่ยมนั้น

เช่น หาว่านายอนุทินและรัฐบาล โหนกระแส แอบแฝงหาคะแนนนิยมจากความสำเร็จพวกเธอ

ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเธอเป็น “ของแท้” ที่สมควรยกย่อง

เปรียบเป็นเหล็ก ก็เป็นเหล็กแท้ ที่ไม่มีวันละลาย

ไม่เหมือน “ไอติม” ที่ละลายง่าย–ดั่งวาทกรรมทางการเมืองที่นายอนุทินกระแทกเข้าใส่บางคนบางฝ่าย

แม้ไม่ระบุว่าเป็นใคร แต่ก็รู้ๆ กัน

แน่นอน “ใคร” ที่ว่า ย่อมสามารถเชื่อมโยงไปถึง “มุข” ที่นายอนุทินหยิบขึ้นมาเล่นระหว่างยินดีกับทีมวอลเลย์หญิงไทย ด้วยประโยคที่ว่า

“ช่วงนั้นไม่มีใครด่ารัฐบาลเลย ทุกคนมีแต่ใส่โพสต์ยินดีปรีดากับชัยชนะ”

แม้มุขนี้จะมีเสียง “หัวเราะ” ตอบรับ

แต่คนปล่อยมุขก็ย่อมรู้ดีว่า ในความ “ขัน” นั้น แฝงไปด้วยความ “ขื่น” อยู่มาก

ขื่นกับการเชื่อมโยงถึง “ใคร” ที่มัก “ด่า” หรือจะใช้คำให้เบาลงสักนิดคือ “วิพากษ์วิจารณ์ (ด้านลบ)” รัฐบาลอยู่ตลอดเวลา

แต่คงปฏิเสธการ “ด่า” นั้นไม่ได้เพราะมีมูลให้ด่าอยู่มาก

ลองนับนิ้วดูว่าถูกด่า หรือวิพากษ์ อะไรบ้าง

โครงการที่รัฐบาลคิดว่าดีและบวก อย่าง TH-AI พาสปอร์ต ซึ่งเดินหน้าลุยอย่างไม่สนใจคำติติง

ปรากฏว่าเมื่อเข้าสู่ขั้นตอน “ปฏิบัติการจริง” เสียงด่า-วิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังหนักหน่วง

แถมเรื่องนี้ถูกฝ่ายค้านลากยาวไปถึงมือ ป.ป.ช. และกำลังจะกลายเป็นปมร้อนในศึกซักฟอกด้วย

เช่นเดียวกับเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่านี่คืออนาคตใหม่ที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา

แต่เพียงแค่เริ่มต้น “ปัญหา” ก็มารอที่หน้าประตูเสียแล้ว

ทั้งเรื่องแหล่งที่ตั้งที่ไร้การควบคุม ทั้งการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ-ไฟฟ้า รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ไม่คุ้มค่าการลงทุน ขณะที่คนไทยได้ประโยชน์น้อย ฯลฯ

เรื่องควร “บวก” แต่กลับไม่บวกเหล่านี้

ได้กลายเป็นประเด็นที่เข้ามาร่วมซ้ำเติมให้ภาวะ “ถูกด่า” เดิมๆ และยืดเยื้อหนักขึ้น

อย่างเรื่องนักลงทุน-นักแสวงหาประโยชน์เทาๆ ต่างชาติ ที่แก้ไม่ตก

ตอนนี้ที่กำลังร้อนขึ้นมาอีกใหม่อีกเรื่อง คือ “ทุนยิว”

ที่ถูกนำไปปลุกระดม ดึงม็อบลงถนน “ทวงคืนประเทศไทย” โดยนักเคลื่อนไหว “เจ้าเก่า”

ถือเป็นการย้อนศรเข้าใส่รัฐบาลที่เคยมีจุดแข็งเรื่อง “ชาตินิยม”

แต่ตอนนี้เรื่องชาตินิยม กลับเป็นปัญหาเสียเอง

ขณะที่ปัญหาชาตินิยมอย่างกรณีกัมพูชา ต่อเนื่องไปถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่มีทางออก แถมหนักขึ้นเรื่อยๆ

มิพักพูดถึง “วิกฤตหนักๆ” อย่างเรื่องฮั้ว ส.ว. ที่งวดเข้ามาทุกที

เรื่องทุจริตโกงข้อสอบที่รัฐบาลอ้างว่า “ปิดจ๊อบ” แล้ว แต่ “ตัวการจริงๆ” ยังไม่ถูกลงโทษ

เหล่านี้ ทำให้นายอนุทินและรัฐบาล จมอยู่ในภาวะเสียงด่าและการวิพากษ์

แม้จะมีเรื่องน่ายินดีอย่างกรณีวอลเลย์สาวไทยและเนเน่ มาลดความร้อนแรงของ “เสียงด่า” ลง

และนำไปสู่มุขขำ-ขำ “เรื่องด่า” ที่นายอนุทินหยิบมาเล่น

ถึงจะเรียกเสียงหัวเราะได้ แต่ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

ขณะที่ของจริงนั้นเต็มไปด้วยความ “ขม” และ “ขื่น”