หลายคนน่าจะเห็นตรงกันว่า วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน นั้นถือเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติที่ดู “ผ่าเหล่า-แหวกแนว” (unconventional) จากผู้ว่าแบงก์ชาติท่านอื่นๆ ในยุคหลังๆ
กล่าวคือ ผู้ว่าวิทัยดูจะเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศที่แสดงออกชัดเจนว่าตนเองมีความรู้สึก “ทุกข์ร้อน” ร่วมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีมุมมองโลกทัศน์คล้ายคลึงกับมนุษย์เดินดินธรรมดาสามัญทั่วไปว่า สังคมนี้มี “เรื่องผิดปกติ” ที่สมควรต้องแก้ไข อยู่มากมายหลายเรื่องเหลือเกิน
ในงานสัมมนา “Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน ผู้ว่าวิทัย ได้ตอกย้ำให้สาธารณชนตระหนักถึงคุณลักษณะข้างต้นของตนเองอีกหน ผ่านการพูดถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของประเทศไทย ที่แบงก์ชาติพยายามเอื้อมมือเข้าไปช่วยแก้ไข
บนเวทีดังกล่าว ผู้ว่าแบงก์ชาติได้เอ่ยถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” จำนวน 12 ข้อ ที่กำลังกัดกร่อนประเทศไทย โดยนิยามว่าปัญหาเหล่านี้ คือ “ปัญหาใหญ่” ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงมาตรการเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ปัญหา
“ปัญหาเชิงโครงสร้างคือปัญหาที่ถ้านักเศรษฐศาสตร์พูดอย่างเดียวไม่ทำ ถ้านักการเมืองทำอย่างเดียว ระยะสั้น ไม่ทำระยะยาว หาเสียงอย่างเดียว มัน (การแก้ปัญหา) ก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ลงมือทำจริง”
ที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือ จาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ทั้งหมด ผู้ว่าวิทัย ได้จัดเรียงปัญหาเรื่อง “เงินเทา/ธุรกิจผิดกฎหมาย” และปัญหา “คอร์รัปชั่น” ไว้ติดกัน ก่อนจะอธิบายว่า
“ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย คอร์รัปชั่น ถามเถอะ ใครเชื่อว่าประเทศนี้ไม่โกง? ผมทำงานหน่วยงานรัฐกับเอกชนสลับไปสลับมา สุดจริงๆ ครับ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจขนาดใหญ่ จับกันเป็นใยแมงมุม สลับซับซ้อน ทำทุกอย่างด้วยกัน เงินเทาทั้งนั้น ทั้งประเทศ”
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศเล่าให้ฟังต่อว่า ทางแบงก์ชาติได้พยายามขยายบทบาทของตนเองเข้าไปช่วยแก้ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” บางข้อ โดยใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด
ยกตัวอย่างเช่นการพยายามเข้าไปอุด “ปัญหาทุนเทา” ด้วยมาตรการการเข้าไปตรวจสอบผู้ที่เบิกถอนเงินสดจำนวนห้าล้านบาทขึ้นไปออกจากบัญชีธนาคาร ซึ่งส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ.2569 มีการถอนเงินสดในปริมาณดังกล่าวลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
เช่นเดียวกับมาตรการการขอตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้ถอนทองคำจำนวน 2 กิโลกรัมขึ้นไปออกจากร้านทอง ซึ่งส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้เบิกถอนทองคำในปริมาณดังกล่าวลดลงไปประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
“ท่านว่าเทาไหมล่ะ? เทา คอร์รัปชั่น สแกมเมอร์ รวมถึงการเลือกตั้งด้วย ทุกอย่างใช้เงินสดเป็นตัวตั้งต้น เราปิดด้วย (มาตรการควบคุมการเบิก) เงินสด หลังจากนั้น เขาก็จะเก็บ (เงินสด) ไม่ไหว เปลี่ยนเป็นทอง แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ ยูเอสดีที (สกุลเงินดิจิทัล) ทั้งหมดนี้ (แบงก์ชาติ)ตามปิดทั้งหมด”
นี่คือการประกาศเจตนารมณ์ในการตามแก้ปัญหาทุนเทาและทุจริตของผู้ว่าแบงก์ชาติชื่อ วิทัย รัตนากร ซึ่งระบุชัดว่า ภารกิจปัจจุบันของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นไม่ใช่แค่การดูแลเสถียรภาพ แต่ยังต้องเอื้อมมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ รวมถึงร่วมแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ด้วย
เป็นหลักการที่พาแบงก์ชาติกลับไปยืนอยู่บนคุณค่าเดิมของตนเอง คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน”

