สถานีคิดเลขที่ 12 | รัฐธรรมนูญของทุกสี โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

9.09.26 | 12:10 น.

กติกาสูงสุดของประเทศ อย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ประกาศใช้มากว่า 9 ปี มีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง และผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับปราบโกง” ว่า มีบางเรื่องจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ทำให้ประเทศเดินหน้าก็ยาก ถอยหลังก็ลำบาก


ผ่านคำยืนยันของ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยผ่านการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการได้มาและการทำหน้าที่ของ ส.ว. ที่อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่า “การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่าความชอบธรรมไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้”

รับกับถ้อยคำที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปี 2560 แลกเปลี่ยนกับ “นครินทร์” ว่า เสียใจมากที่สุดกับเรื่องหนึ่งที่ว่าท่านไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่างฯคือ การยกร่างเรื่องระบบการเลือก ส.ว. เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้

Advertisement

ด้วยเพราะรัฐธรรมนูญ “ฉบับปรางโกง” ที่มีเจตนารมณ์ ตามความมุ่งหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มุ่งหวังให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับนับถือของสากล และสอดคล้องกับประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทย และสภาพปัญหาประเทศไทย

โดยมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้ และกำหนดแนวทางในการขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล ตลอดจนสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ

แต่ในการบังคับใช้จริงกลับมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุด สามารถแก้วิกฤตให้กับประเทศที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของโลกได้จริงหรือไม่

สอดคล้องกับเสียงส่วนใหญ่สะท้อนผ่านการทำประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กับคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่?”

ซึ่งผู้มีสิทธิประชามติ 36,870,266 เสียง ระบุว่า เห็นชอบ 21,621,638 เสียง ไม่เห็นชอบ 11,241,653 เสียง บัตรเสีย 932,852 ใบ

คิดเป็นสัดส่วน เห็นชอบ 60.16% ไม่เห็นชอบ 31.28% และบัตรเสีย 2.56% ว่า สมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องกระทำผ่านที่ประชุมรัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. ตามเงื่อนไขที่มาตรา 256 บัญญัติไว้

ถึงวันนี้ ผ่านมากว่า 7 เดือน ความชัดเจนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังรอความชัดเจนในทางปฏิบัติ

เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นอันต้องตกไป เนื่องจากไม่สามารถผ่านด่านที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งต้องมีเกณฑ์เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงเห็นชอบด้วย

ยิ่ง ส.ว.ยกเหตุผลได้รับเลือกเข้ามา ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และมีอำนาจร่วมให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

แม้จะมีความหวาดระแวงว่า ด้วยเสียงข้างมากของ ส.ส.และ ส.ว. หากร่วมมือกันผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อาจจะให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน

ทั้งที่ตามหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “รัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็นฉบับไหน ไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่ง แต่ควรเป็นรัฐธรรมนูญของทุกคน

แต่จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย