สถานีคิดเลขที่ 12: ‘ระบอบอำนาจ’ที่ยั่งยืน

14.09.26 | 12:09 น.

 


“ระบอบอำนาจ-ระบอบการเมือง” ที่จะมีความยั่งยืนสถาพร คือระบอบที่โอบรับหรือเปิดที่ทางให้กับผู้คนกลุ่มต่างๆ ซึ่งอาจมีความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ที่หลากหลายผิดแผกกันไป

คือระบอบที่พร้อมจะ “รับผิด” ถ้าผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายองคาพยพของฝ่ายผู้มีอำนาจ กระทำความผิด

คือระบอบที่พร้อมจะรับฟังคำทักท้วงของพลเมือง ผู้มองเห็นความผิดปกติบางประการเกิดขึ้นกับกลไกการใช้อำนาจภายในระบอบนั้นๆ

Advertisement

หาก “ระบอบสีน้ำเงิน” ดำรงอยู่จริงในบ้านนี้เมืองนี้ ระบอบดังกล่าวก็ดูเหมือนกำลังจะเผชิญหน้ากับความท้าทาย-ทางแพร่งครั้งสำคัญ ณ เดือนกันยายน 2569

จากกรณี “คดีฮั้ว ส.ว.” หลายฝ่ายในสังคมการเมืองไทยมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เกิดความผิดปกติไม่ชอบมาพากลขึ้นกับกระบวนการเลือก ส.ว. และการได้มาซึ่ง ส.ว.เสียงส่วนใหญ่ ในวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

สุดท้าย จึงมีเสียงเตือน เสียงทักท้วง เสียงห่วงใย ดังออกมาและแพร่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ คู่ขนานกับกระบวนการตรวจสอบภาคประชาชนที่ทวีความเข้มแข็งและกระตือรือร้นขึ้นตามลำดับ

เป็นการสอดประสานกันระหว่างพลังคู่ขนานของฝ่ายนักกิจกรรมรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า เช่น ไอลอว์ กับบรรดาผู้อาวุโสฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งหลายคนก็เคยทำงานอยู่ในเครือข่ายอำนาจของรัฐไทยตลอดห้วงสองทศวรรษ (แห่งความขัดแย้ง) ที่ผ่านมา

ถามว่า เสียงเตือนเหล่านั้นคือพลังในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบอำนาจปัจจุบันหรือไม่?

คำตอบอาจจะออกมาว่า “ไม่ใช่”

เพราะถ้าคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าทั้งหลายมีเป้าประสงค์เช่นนั้นจริงๆ กระบวนการทำงานคงต้องมีลับลมคมในและซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่านี้

มิใช่การออกมาส่งเสียงแสดงความวิตกกังวลในพื้นที่สาธารณะอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ดังที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลัง

ทว่า นี่คือการออกมาทักท้วง เพื่อให้มีการแก้ไข “ผิด” เป็น “ถูก” ด้วยความเชื่อที่ว่า หากกฎกติกาต่างๆ ดำเนินไปตามครรลองที่เหมาะสม ไม่ขัดฝืนอารมณ์ความรู้สึก-เจตจำนงของผู้คน ระบอบอำนาจและสังคมการเมืองก็จะมีความยั่งยืนสืบต่อไปได้

สุดท้าย ระบอบการเมืองที่เพิกเฉยไม่รับฟังเสียงเตือน ไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่แคร์ความรู้สึกของพลเมืองที่อยู่ใต้ปกครองต่างหาก ที่จะเดินหน้าไปต่อไม่ได้ และมีอนาคตสั้นเกินคาดคิด

แน่นอนว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนเขียน-พูดอะไรทำนองนี้ เพื่อส่งเสียงตักเตือนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นเป้าหมายหลัก

แต่โดยส่วนตัว ยังปรารถนาจะส่งสารนี้ไปถึงคณะผู้มีอำนาจทั้งหมดในระบอบการปกครองปัจจุบันด้วย

หากท่านใดบังเอิญได้มาอ่าน แล้วคิดว่าตนเองมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและอาจลุกลามบานปลายในภายภาคหน้า

ก็หวังว่าพวกท่านจะคิดกันได้และไหวตัวแก้ไขสถานการณ์ทัน

ปราปต์ บุนปาน