สถานีคิดเลขที่ 12 | 20ปีรัฐประหาร19กันยาฯ โดย ปราปต์ บุนปาน

21.09.26 | 13:07 น.

นับถึงปัจจุบัน “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ก็มีอายุครบ 20 ปีแล้ว


ด้านหนึ่ง คล้ายกาลเวลาจะเดินทางไปอย่างรวดเร็ว

แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐประหาร 19 กันยาฯ ที่ถูก “ซ่อมเสริม” ด้วย “รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557” ก็มีส่วนกักขังเหนี่ยวรั้งพวกเราเอาไว้ จนไปไหนได้ไม่ไกล ทั้งทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

ถือเป็นการทำลายศักยภาพของคนไทยและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลงอย่างมหาศาล จนมิอาจประเมินค่าได้

Advertisement

มีบางเรื่องที่รัฐประหารเมื่อปลายทศวรรษ 2540 ร่วมด้วยรัฐประหารท้ายทศวรรษ 2550 ทำสำเร็จ

เด่นชัดที่สุด คือ การเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรคการเมืองและเกียรติยศศักดิ์ศรีของนักการเมืองในระบบเลือกตั้งลงอย่างราบคาบ

คณะรัฐประหารสองชุดและมือไม้ของพวกเขาบรรจงออกแบบกฎกติกา ที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเพียง “รัฐบาลในเสื้อคลุมประชาธิปไตยหลอกๆ” หรือเป็นเพียง “รัฐบาลแต่ในนาม” ทำให้ผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ที่ควรเป็นตัวแทนของประชาชน กลายเป็นเพียงจำนวนมือในสภา ตัวตลกนักประท้วง หรือลิง-งูที่ซื้อได้ด้วยเงิน

โดยทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของ (หรือเป็นหุ้นส่วนอำนาจกับ) องค์กรอิสระ และต้องสยบยอมต่อรัฐราชการมากขึ้น

นี่คือดอกผลอันเป็นพิษจากรัฐประหารสองครั้ง ที่ขยายกิ่งก้านสาขาและหยั่งรากลึกแทรกซึมสังคมการเมืองไทย จนแทบไม่เหลือ “ที่ว่าง” ให้แก่ “ความเป็นไปได้อื่นๆ”

หากบอกว่านี่เป็น “ความสำเร็จ” ของคณะรัฐประหาร ก็คงต้องมีข้อความขยายต่อท้ายว่า ความสำเร็จดังกล่าวนั้นวางพื้นฐานอยู่บนการแช่แข็งบอนไซประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตย

ถ้าถามว่าคณะรัฐประหาร 19 กันยาฯ (รวมทั้งคณะรัฐประหาร 22 พฤษภาฯ) ทำอะไรล้มเหลวบ้างหรือไม่?

ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ พวกเขามีส่วนผลักดันกระตุ้นเร้าให้ประชาชนแตกแยกกันมาถึงปัจจุบัน แม้ในบัดนี้ รูปลักษณ์ความขัดแย้งจะเปลี่ยนสี เปลี่ยนคู่กรณี ข้ามขั้วอุดมการณ์ไปบ้าง แต่ยากจะปฏิเสธว่า การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชนนั้นเริ่มต้นก่อตัวขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

อีกหนึ่งคำถามใหญ่ที่น่าสนใจ ก็คือ ยังมี “ปัญหาใหญ่” อะไรอีกหรือไม่ ที่ “ฝ่ายอนุรักษนิยม-ผู้ครองอำนาจรัฐ” นั้น “แก้ไม่ตก” มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 จนถึงเดือนกันยายน 2569?

โดยส่วนตัว ยังรู้สึกสงสัยว่า ปรากฏการณ์ที่ “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยม” ออกมาตรวจสอบทัดทานกันเองในตอนนี้ ผ่านข้อถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 และกระบวนการได้มาซึ่ง “ส.ว.สีน้ำเงิน” เพื่อนำไปสู่การแสวงหาระบอบการปกครองและวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีทางการเมืองที่ “ดีงาม” กว่าปัจจุบัน

อาจเป็นอีกหนึ่ง “ปัญหาข้อใหญ่” ซึ่งตกค้างมาจากเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว

ถ้าหากตัดปัจจัยที่สลับซับซ้อนทางการเมืองไทยในทศวรรษ 2560 ทิ้งออกไปให้หมด แล้วสมมุติว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยไม่มีพรรคส้ม ไม่มีม็อบเยาวชน ไม่มีการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย ไม่มีพรรคภูมิใจไทยเวอร์ชั่นสหพันธ์บ้านใหญ่และเป็นสีน้ำเงินแท้ ไม่มีการโหวตอนุทินของพรรคประชาชน

(ทั้งนี้ คงยากที่จะตัดปัจจัยเรื่องการรวมตัวของ “คนเสื้อแดง” ตลอดจนรัฐประหาร 2557 และการก่อตัวของ “ระบอบประยุทธ์” ทิ้งไป เพราะนั่นคือผลลัพธ์หรือปฏิกิริยาโต้ตอบโดยตรงต่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ)

ก็ยังมีแนวโน้มสูงมาก ที่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 20 ปี “ฝ่ายอนุรักษนิยมไทย” จะต้องหวนมาถกเถียงหรือสร้างวิวาทะกับพวกเดียวกันเอง ในประเด็นหลักๆ ว่าด้วยคุณธรรมความสามารถที่ผู้ปกครองพึงมี วิถีการครองอำนาจนำและการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงลักษณะของรัฐและสังคมไทยในอุดมคติ

นี่คือสิ่งที่พวกเขาพูดคุยและออกแบบ “อนาคต” กันไม่เสร็จตั้งแต่เมื่อสองทศวรรษก่อน และมาถึงวันนี้ พวกเขาอาจกำลังต้องย้อนกลับไปตั้งต้นกันตรง “โจทย์เดิม” ใหม่อีกหน