สถานีคิดเลขที่ 12 | โจทย์ยาก ‘รบ.-ฝ่ายค้าน’ โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

23.09.26 | 12:39 น.

พลันที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ออกมาประกาศแนวทางการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านล่าสุดว่า จะเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย


โดยมีเหตุผลมาจาก เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในวาระ 3

ซึ่งขัดกับของวิปฝ่ายค้าน ที่เห็นควรให้ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ตามมติของแต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้าน

นำมาซึ่งคำถามต่อสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรม ในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคกล้าธรรม ต่อการยื่นญัตติและลงมติใน

Advertisement

วาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

“พริษฐ์” ระบุด้วยว่า หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรม ออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ดุลอำนาจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผ่านจุดยืนและเจตนารมณ์ของแต่ละพรรคล่าสุด จะมีเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่ที่ 149 เสียง

ประกอบด้วย พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม คือ 1.พรรคประชาชน (ปชน.) 120 เสียง 2.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 21 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง และที่เข้ามาเพิ่ม คือ พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง

โดยมีภารกิจสำคัญที่รอพิสูจน์ฝีมือ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ

ซึ่งจะต้องได้เสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง คือ 250 เสียง ของจำนวน ส.ส. เท่าที่มีอยู่ขณะนี้ 499 คน (รอ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งซ่อมของ นายอธิการ แก้วเครือศรี ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย)

เท่ากับว่าในทางทฤษฎี ด้วยเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีขณะนี้ 149 เสียง หากต้องการล้ม นายกฯ หรือรัฐมนตรีรายบุคคล จะต้องได้เสียงจากฝั่งรัฐบาล อย่างต่ำ 101 เสียง แหกมติวิปรัฐบาลมาโหวตให้

ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้

ไม่ว่าเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะแหลมคมแค่ไหน หากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีเรื่องแตกหักภายในกันเอง ย่อมเป็นเรื่องยากที่ นายกฯ หรือรัฐมนตรี จะถูกโหวตร่วงจากเก้าอี้ ด้วยมติเสียงไม่ไว้วางใจของ ส.ส.

ถือเป็นโจทย์และเงื่อนไขของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ต้องยอมรับ

ขณะพรรคร่วมรัฐบาล ที่มี “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” เป็นแกนนำ

หากได้ 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลเพิ่ม จะมีเสียงรวมอยู่ที่ 351 เสียง (รวม ส.ส.อุดรธานี เขต 3 พรรค ภท. ที่รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้ง)

ด้วยสถานะรัฐบาลผสม 351 เสียง ในทางการเมือง เสียงในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะขั้วพรรคร่วมรัฐบาล ถือว่ายิ่งกว่ามีเสถียรภาพ

ไม่ว่าจะอภิปรายในญัตติใด การพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญต่างๆ ด้วยเสียงข้างมากในสภา ถือว่าคุมเกมได้เบ็ดเสร็จ

แต่มีโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลผสมที่มีเสียงเกิน 300 เสียงอยู่ในมือ ต้องบริหารความพึงพอใจของพรรคต่างๆ ทั้งโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ของแต่ละพรรคให้ลงตัว

เพราะรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากจะอยู่หรือไป ไม่ใช่เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

หากแต่เกิดจาก “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน”