สถานีคิดเลขที่ 12 : ท่วม‘นิว นอร์มอล’

29.09.26 | 12:07 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกรวมไปถึงจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออกตกอยู่ในอาการขวัญผวา


สืบเนื่องจากฝนจำนวนมหาศาลเทลงมาไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิดน้ำท่วมสูง

วันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่จะได้พักผ่อน กลับต้องวุ่นวายกับน้ำท่วม

ผลกระทบจากน้ำที่ท่วม ทำให้บ้านเรือนบางหลังนองไปด้วยน้ำ บางหลังน้ำทะลักเข้าบ้านชั้น 1

Advertisement

หนักสุดๆ คือเป็นบริเวณบางกะปิ รามคำแหง ลาดกระบัง

ประชาชนชาวแฟลตคลองจั่น ชาวเคหะร่มเกล้า ติดค้าง ไฟดับ น้ำประปาไม่ไหล ออกไปหาอาหารยากลำบาก เพราะระดับน้ำสูงมาก

ด้านการสัญจรมีปัญหาหลากหลาย เฉพาะในกรุงเทพฯ ถนนสิบกว่าเส้นรถผ่านไม่ได้

หลายคนพึ่งพารถไฟฟ้าสายสีแดงทดแทนเส้นทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ แต่บ่ายวันที่ 26 กันยายน ซึ่งเป็นวันวิกฤตสุดได้รับแจ้งว่า รถไฟฟ้าสายสีแดงขัดข้อง

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น้ำท่วมพ่นพิษ ทำให้พนักงานภาคพื้นดินการบินไทยขาดแคลน ไม่สามารถขนสัมภาระผู้โดยสารได้

ผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกรอกันแน่นหนา

แน่นอนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และยังกระทบภาพพจน์การบริหารจัดการของไทยด้วย

แม้ตอนนี้สถานการณ์หลายอย่างจะคลี่คลายไปแล้ว แต่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก

ไม่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ก็เกิดขึ้นในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประสบเหตุฝนเทกระหน่ำข้ามวันคืน และเกิดท่วมฉับพลัน

งานนี้คงต้องตามเก็บบทเรียนอีกนั่นแหละ

บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ได้มีการสรุปและเผยแพร่ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศรับทราบหรือเปล่า

รวมถึงอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย ที่น้ำโคลนถล่มนั่นก็ด้วย

ทุกอย่างคงต้องเป็นบทเรียนที่ต้องรับทราบด้วยกันทั้งประเทศ

ขณะที่ระบบสื่อสารไม่ได้บกพร่อง สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ สามารถดูสื่อผ่านแท็บเล็ต รวมถึงการเตือนภัยสามารถทำได้

เพียงแต่ใช้เวลาโหลดนาน และบางจังหวะเข้าเว็ปไซต์ที่แนะนำไม่ได้

ส่วน “การสื่อสาร” ยังมีจุดโหว่ ทั้งการเตือนภัย ทั้งข้อแนะนำ ยังไม่สามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์ลงไปได้

ด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือ และการฟื้นฟู คงต้องดูกันต่อไป

เช่นเดียวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นพันล้านหมื่นล้าน และถ้ารวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ น่าจะมากกว่านั้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นอีกได้ทุกเมื่อ

เพราะระบบการระบายของกรุงเทพฯทำได้แค่ 60 มม. แต่น้ำฝนสะสม 300 มม.

ไม่แตกต่างจากจังหวัดต่างๆ ที่เมื่อเผชิญหน้ากับ “ฝนแช่” ยาวนาน ย่อมระบายน้ำลำบาก

แน่นอนว่า ปัญหาเฉพาะหน้า ทุกหน่วยงานคงร่วมมือกันเต็มที่เพื่อคลี่คลาย

แต่ปัญหาที่จะเกิดในอนาคตจำเป็นต้องดำเนินการทันที

การลงทุนแบบบิ๊กโปรเจ็กต์จัดการน้ำ ได้ยินมาเป็นระยะ แต่ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม

ดังนั้น ในช่วงที่ไทยต้องการเห็นการลงทุน และหลายโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้

บางทีการลงทุนบิ๊กโปรเจ็กต์เกี่ยวกับการจัดการน้ำ อาจเป็นตัวเลือกที่ดี

จำได้ว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเดินหน้าหลังน้ำท่วมใหญ่ปี’54

เรามีหน่วยงานอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.ขึ้นมา

มาถึงปี’69 ไม่ทราบว่าโครงการจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งที่ทำอยู่ไปถึงไหน

ตอบโจทย์ปรากฏการณ์ใหม่ ที่จะเป็น New Normal ต่อไปไดัหรือไม่และอย่างไร

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]