สถานีคิดเลขที่ 12 | แก้โจทย์ สู้น้ำท่วม โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

30.09.26 | 11:32 น.

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อีกครั้งในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศ ในปี 2569 หลังเกิดปรากฏการณ์ฝนตกอย่างหนัก หรือจะเรียก ฝนตกแช่ ห้วงระหว่างวันที่ 24-26 กันยายนที่ผ่านมา


มีปริมาณทำสถิติสะสมสูงสุดถึง 300 มิลลิเมตร ในรอบ 43 ปี ตามคำยืนยันของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯกทม. จนต้องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม ทั้ง 50 เขต เพื่อระดมสรรพกำลังทุกหน่วยงานมากู้สถานการณ์

โดยเฉพาะโซน กทม.ตะวันออก ทั้งบางกะปิ คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง บึงกุ่ม หนองจอก ถือว่าหนักหนาสาหัส

สะท้อนผ่านชาวเคหะคลองจั่น และอีกหลายคนที่มีบ้านพักอาศัยในโซนกรุงเทพฯตะวันออก ยอมรับตรงกันว่า หนักกว่าน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554

Advertisement

ส่วนจะเรียกสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน กทม.ครั้งนี้ว่าเป็น “มหาอุทกภัย” หรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ให้คำจำกัดความ

น้ำท่วมใหญ่ กทม.อันมาจากสาเหตุฝนตกแช่ ทั้งที่กรมอุตุนิยมวิทยา ตลอดจนเพจ ที ลมฟ้าอากาศ ได้ออกมาประกาศเตือนภัยล่วงหน้าแล้ว

สุดท้ายเมื่อน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้น จะด้วยการประเมินต่ำไปของหน่วยงานที่เกี่ยวที่ดูแลพื้นที่อย่าง กทม. หรือจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

พร้อมกับจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC-Joint Information and Communication Center เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ

ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมด จัดทำเป็นข้อมูลกลาง เพื่อส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย

แต่การปฏิบัติเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมผ่านหน้างานจริง ประชาชน องค์กร หน่วยงานอาสาสมัคร ตลอดจนนักวิชาการ ต่างสะท้อนว่า การบริหารจัดการยังไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร

โดยเฉพาะการบริหารจัดการอาหาร สิ่งของ เครื่องใช้ ให้กับประชาชนที่ยังติดค้างในบ้านพักอาศัยด้านใน เนื่องจากน้ำยังท่วมสูง หลายคนยังไม่ได้รับอาหารและน้ำดื่ม

ถือเป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในฐานะที่ถือกฎหมายและอำนาจในมือ ต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้น้ำท่วมคลี่คลายโดยเร็วที่สุด

แม้จะต้องเจอกับเสียงสะท้อน ต่อว่าจากประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ฝ่ายบริหารทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ตลอดจนข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ก็ต้องทนรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อเร่งนำไปแก้ไข

ไม่ควรมาตอบโต้ให้เป็นประเด็นความรู้สึกว่า เป็นเพราะสร้างที่อยู่อาศัยขวางทางน้ำ แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าชาวบ้านโต้กลับมาบ้างว่า ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากอยู่บ้านขวางทางน้ำเหมือนกัน

ย่อมไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

เมื่อน้ำท่วมลดลงแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐต้องเตรียมให้พร้อม คือ การเยียวยาประชาชนและผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากน้ำท่วมใหญ่

ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ไม่ควรให้เกิดดราม่า ซ้ำรอยการเยียวยาน้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 ที่ยังมีชาวหาดใหญ่เรียกร้องกันข้ามปีว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวยา

ส่วนภาครัฐจะมาถอดบทเรียนจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ กทม.ปีนี้อีกครั้ง ก็คงเหมือนเดิมที่จะได้มาอีกหนึ่งบทเรียน

แต่หลายฝ่าย รวมทั้งนักวิชาการ ที่เสนออีกด้านก็น่าสนใจ คือ นอกจากถอดบทเรียนน้ำท่วมมาหลายครั้งแล้ว คงต้องถึงเวลาต้องฝึกแก้โจทย์ใหม่ เพื่อสู้กับภัยน้ำท่วมใหญ่ กับทุกฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

แม้จะคาดเดาไม่ได้ว่า โจทย์น้ำท่วมครั้งใหม่จะมาในรูปแบบใด หากฝึกแก้ทุกโจทย์ไว้ล่วงหน้า อาจช่วยลดความสูญเสีย ผ่อนหนักเป็นเบาได้