เหตุน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกหนักต่อเนื่อง ช่วง 24-26 กันยายนที่ผ่านมา
เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการวางแผนรับมือกับเหตุน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครจะมี “อุโมงค์ยักษ์” ราว 3-4 แห่ง เพื่อกักเก็บและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุน้ำท่วมล่าสุดอาจเป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากกว่าปกติ เครื่องมือและกลไกของกรุงเทพมหานคนที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัด
“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เสนอแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาระยะยาว
โดยมีใจความโดยสรุปว่า สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ไม่คิดว่าควรเริ่มต้นด้วยการหาใครผิด ในทางตรงกันข้าม อยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เพราะภายใต้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำที่ กทม.มีอยู่ การประคองสถานการณ์ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ได้บอกว่าการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่ของ กทม.ดีจนไม่มีข้อบกพร่อง ยังมีอยู่หลายจุดที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างสมบูรณ์
แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่า คือ ทุกวันนี้ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบระบายน้ำของ กทม. มีกำลังสำรองเหลืออยู่น้อยเกินไป
พอต้องประสบกับสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ระบบระบายน้ำก็อยู่ในสภาวะที่ “ตึง” มาก จนแทบไม่มี Buffer เหลือไว้รองรับความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการทำงานเลย
ปัจจุบัน กทม.ตั้งเป้าการระบายน้ำในปี 2570 หากฝนตกน้อยกว่า 80 มม./ชม. ต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าอยู่ในระดับ 80-100 มม./ชม. ต้องระบายให้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง และหากเกิน 100 มม./ชม. จะต้องดำเนินการให้ได้ภายใน 3 ชั่วโมง
เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อระบบระบายน้ำของ กทม.มี Capacity ที่มากพอ ที่จะรองรับกับความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ และความโกลาหล และความ บกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเผชิญเหตุ
ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับปรุงเป็นจุดๆ หรือมุ่งปรับปรุงแต่เส้นเลือดฝอยที่เป็นระบบย่อยๆ แต่ กทม.จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในระบบระบายน้ำแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ท่อ คลอง แนวป้องกันน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ อุโมงค์ ไปจนถึงทางออกสู่แม่น้ำ โดยทำงานสัมพันธ์กันโดยไม่มีคอขวดครับ
ในแต่ละปี สำนักการระบายน้ำ กทม. ได้รับงบประมาณประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 9,500 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับลงทุนโครงการใหม่ทั้งหมด
โดย กทม.ต้องกล้าที่จะต้องลงทุนระยะยาว เพื่อให้การระบายน้ำของ กทม.มี Capacity ที่เพียงพอต่อขนาดของเมือง
การลงทุนในระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนมหาศาล
แต่คำถามที่ควรถามมากกว่า ก็คือ “ถ้าไม่ลงทุน กทม.ต้องประสบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบชั่วนาตาปีแบบนี้ เป็นเงินปีละเท่าไหร่”
ในปัจจุบันหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
แน่นอนว่ากรุงเทพมหานครไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติเหล่านี้จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่จะต้องวางแผนรับมืออย่างจริงจัง

