สถานีคิดเลขที่ 12 : ผวารัฐบาลยึด
ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569
กรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่…) พ.ศ. …
ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญให้เปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามกฎหมายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
แถลงการณ์ดังกล่าวแสดงความเป็นห่วงถึงความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสตามเจตนาเดิมที่ต้องการให้เป็นสื่อสาธารณะ
ให้บริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ
และดำเนินงานโดยปราศจากอคติทางการเมือง ตลอดจนผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
หากเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเดิมไปสู่งบประมาณรายจ่ายประจำปีก็เท่ากับเปลี่ยนเจ้าของ
จากเจ้าของเดิมเป็น “กองทุน” ที่ได้เงินจากภาษีบาป
เปลี่ยนไปเป็นเจ้าของใหม่ คือ รัฐบาล
และเมื่อเจ้าของใหม่คือรัฐบาล แล้วไทยพีบีเอสจะทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์เดิมได้อย่างไร
เจตนาที่ให้เป็นสื่อสาธารณะบริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ โดยปราศจากอคติทางการเมือง และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
ดูเหมือนข้อกังวลนี้จะมิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในองค์กรไทยพีบีเอสเท่านั้น หากแต่แวดวงวิชาการสื่อสารมวลชนก็ผวา
วันที่ 3 ตุลาคม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขแหล่งรายได้ของ Thai PBS จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ระบุว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะและสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
และแม้ Thai PBS จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน แต่ควรแก้ไขผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภายในและเพิ่มความโปร่งใส มากกว่าการนำงบประมาณไปอยู่ภายใต้อำนาจกำกับของฝ่ายการเมือง
จึงเรียกร้องให้ผู้เสนอร่างและ ส.ส.ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากการพิจารณา
วันเดียวกัน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ออกแถลงการณ์
เรื่อง “ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กรณีข้อเสนอแก้ไขแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย”
ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส
และเรียกร้องให้ผู้เสนอถอนร่างดังกล่าว
คณะวารสารศาสตร์ฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน มีความเสี่ยงที่งบประมาณขององค์กรจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในแต่ละปี ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับที่สื่อสาธารณะมีหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมระบุว่า เท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบมีอำนาจกำหนดทรัพยากรของผู้ตรวจสอบ
แม้ไม่มีการแทรกแซงโดยตรง ความไม่แน่นอนของงบประมาณอาจสร้างแรงกดดันให้องค์กรและบุคลากรระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจจัดสรรงบประมาณ และอาจนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้เสนอได้ถอนร่างออกไปเช่นกัน
นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอาการไม่ไว้วางใจ
แม้โฆษกรัฐบาลจะชี้แจง แม้พรรคภูมิใจไทยจะชี้แจง แต่ดูเหมือนว่ายังมีความไม่เชื่อใจปรากฏอยู่
แถลงการณ์ที่ออกมายืนยันท่าทีของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
กลัวรัฐบาลจะยึดไทยพีบีเอส
ยึด 4 กองทุนเข้าสู่อ้อมกอดของรัฐบาล
น่าสนใจว่า หาก 4 กองทุนถูกยึด หน่วยงานที่รับเงินจากกองทุนทั้งสี่ตั้งแต่เดิมจะอยู่กันอย่างไร

