สื่อหลายสำนัก รายงานเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า ฝ่ายค้าน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เตรียม ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล ต่อประธานสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 8 ต.ค.
เป็นการใช้อำนาจตรวจสอบรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ที่กำหนดให้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ หรือประมาณ 100 คนเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ
เที่ยวนี้ฝ่ายค้านเลือกอภิปรายเจาะจงเป็นรายบุคคล ไม่เหมาทั้งคณะ น่าจะมีเป้าหมายและหวังผล
รัฐมนตรีที่จะได้ขึ้นเขียง จะเป็นระดับแกนนำพรรค ที่ฝ่ายค้านเห็นว่า เกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง
ตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. กรณีทุจริตสอบข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โครงการ TH:AI Passport ของกระทรวงดีอี สถานการณ์อุทกภัย ปัญหาสแกมเมอร์ ไปจนถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ล้วนแต่เป็นหัวข้อใหญ่ ผ่านการเป็นข่าวพาดหัว นสพ.มาแล้วทั้งสิ้น ถึงเวลายื่นจริงจะใช้กี่ประเด็น ต้องมาดูกัน
การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของพรรคฝ่ายค้านในสภาชุดนี้ สำหรับรัฐบาลก็เป็นครั้งแรก ที่จะได้ทำศึกไม่ไว้วางใจที่เดิมพันด้วยรัฐบาลของตัวเอง
เป็นศึกหนักคนละแบบของทั้งสองฝ่าย รัฐบาลได้เปรียบหลายเรื่อง รวมถึงเสียงในสภา มีกลไกต่างๆ ในมือ ส่วนฝ่ายค้านสู้ด้วยข้อมูล ต้องสร้างความเชื่อถือ
ที่ผ่านมา 2 ฝ่ายปะทะกันมาตลอดในหลายเรื่อง แต่เรื่องใหญ่คือ เรื่องฮั้ว ส.ว.ที่เกี่ยวกับอำนาจรัฐโดยตรง
ตอนนี้ไปอยู่ในมือของศาลฎีกาแล้ว แต่กว่าจะไปถึงเรียกว่าหืดขึ้นคอ
มติ กกต.เสียงข้างมากให้ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาส่วนหนึ่ง เป็น ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน กับผู้เกี่ยวข้องรวมแล้ว 77 คน ส่วน
แกนนำพรรคหลุดหมด
การอภิปรายที่จะเกิดขึ้น น่าจับตาว่า ฝ่ายค้านจะใช้มาตรการทางสภา ติดตามขยายผลในส่วนของแกนนำรัฐบาลที่มติ กกต.ส่วนใหญ่สั่งไม่ฟ้องหรือไม่อย่างไร
ขยายผลจากการที่ กกต.ฝ่ายข้างน้อย ได้เสียงสนับสนุนจากนักกฎหมายเบอร์ใหญ่ๆ กลายเป็นว่า สังคมให้น้ำหนักกับ กกต.เสียงข้างน้อยมากกว่า
การอภิปรายครั้งนี้ จะเกิดขึ้นขณะที่คดีฮั้ว ส.ว.ในศาลฎีกา อยู่ในกระบวนการ และเชื่อว่าน่าจะมีการวินิจฉัย การตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานได้
ขณะที่ประเด็นอื่นๆ ก็อาจมีผลต่อรัฐบาลได้เช่นกัน
น่าจับตาว่า ฝ่ายค้านจะนำเสนอเนื้อหาอย่างไรอีก เพื่อให้มีผลต่อรัฐบาล อาจไม่มีผลระดับเสียอำนาจ แต่หากกระทบต่อความชอบธรรมและคะแนนนิยม ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
ครบยกอาจเป็นลักษณะชนะคะแนน หรือชนะใจกันไป
นอกจากนี้ รัฐบาลจะตอบโต้หรือชี้แจงอย่างไร และฝ่ายที่สามทั้งในและนอกสภาจะมีความเห็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ
ที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้ส่งผลอยู่ไม่น้อยสังเกตได้จากคะแนนนิยมในโพล
การเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน แพ้ชนะกันด้วยเหตุผลความถูกต้อง ถือว่าดีที่สุด แต่การชนะด้วยคะแนนเสียงก็เป็นกฎกติกาอย่างหนึ่ง
จะให้ดีต้องชนะทั้งสองแบบ แบบทูอินวัน การเมืองจะหายซับซ้อนไปมาก
รอบนี้ในสภาจะชนะกันแบบไหน นอกสภาประชาชนรอให้คะแนนอยู่เหมือนกัน

