ไม่ว่าจะเป็นการ “จงใจ”
ให้ภาพการดินเนอร์ “อาหารอินเดีย” ร่วมกัน ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ร้านปัญจาบ กริลล์ หลุดออกมาต่อสาธารณะ
หรือไม่ว่า เป็นความ “บังเอิญ”
อย่างที่นายอนุทินออกตัวหลังมีภาพนายอนุทินโผล่ไปร่วมอวยพรวันเกิด น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม
ขนาบข้างด้วย ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมอย่างชื่นมื่น
แต่ “ปฏิสัมพันธ์” ข้างต้น ชัดเจนว่า นาทีนี้ภูมิใจไทยกับกล้าธรรม เขาเป็น “เดียร์ หรือที่รัก” ของกันและกัน โดยไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่ต้องติดตามต่อไปว่า การ “เป็นที่รัก” นั้น
จะแปรสถานะไปสู่อะไร
ตอนนี้ที่พูดกันมาก 2 ทาง
ทางหนึ่งกล้าธรรมเข้าไปร่วมเป็นรัฐบาล
ทางหนึ่งกล้าธรรมไหลรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภูมิใจไทย
เดาใจ ร.อ.ธรรมนัส หากเลือกได้ คงอยากเข้าร่วมเป็นพรรครัฐบาล
เพราะอุตส่าห์ปลุกปั้นให้กล้าธรรม “ผงาด” ขึ้นมาได้ระดับนี้แล้ว
จู่ๆ จะให้สลายไปเป็นอะไหล่ของพรรคอื่น ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย
แต่กระนั้นเสียงของกล้าธรรมตอนนี้ ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่ “สิ่งจำเป็นยิ่งยวด” ของภูมิใจไทย
จะให้เข้าร่วมรัฐบาลก็ได้ หรือไม่ให้เข้าก็ได้
อำนาจต่อรองของพรรคสีเขียวจึงมีไม่มาก
และแถมยังเป็นเกมให้ภูมิใจไทย หยิบไปเล่นได้อีก
อย่างเกมว่าบ้านใหญ่บุรีรัมย์ บีบให้กล้าธรรมไหลรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภูมิใจไทย
โดยหวังไปที่การเมืองในอนาคต ซึ่งหาก 2 พรรครวมกัน จะทำให้การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ ลดลง และทำให้ภูมิใจไทยขยายพื้นที่ได้มากขึ้น
เป็นผลดีต่อภูมิใจไทยอย่างยิ่ง
แต่สำหรับกล้าธรรม อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับการเมืองในวันข้างหน้า
กระนั้น “วันนี้” หากเห็นว่า การเข้าร่วมรัฐบาล จะก่อมรรคผลให้กับคนในพรรคมากกว่า
ก็อาจยอม “กลืนเลือด-กลืนศักดิ์ศรี” แต่ก็คงต้องต่อรองกับพรรคสีน้ำเงิน ให้สมน้ำสมเนื้อหน่อย
ซึ่งก็คงไม่ง่าย ต้องใช้เวลาอีกระยะ
ภาวะที่ต้องรอท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้
กล้าธรรมอาจกระวนกระวายใจ
แต่สำหรับภูมิใจไทย ตรงกันข้าม อยากให้ภาวะ “อึมครึม” นี้ลากไปยาวๆ
เพราะสามารถใช้เป็นเกม “ต่อรอง” ทางการเมืองในหลากหลายทาง
อย่างเพื่อไทย ที่ตอนนี้คงต้องรักษาสถานะ ความเป็น “พรรคเด็กดี” เอาไว้ให้มั่น
แม้ศึกซักฟอกพรรคเพื่อไทยจะลอยตัว รัฐมนตรีไม่ติดโผถูกเชือด
แต่ก็คงชิลๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ได้
ต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันพรรคภูมิใจไทยให้ชัด
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวที่ว่ามีการใช้ประเด็น นายทักษิณ ชินวัตร มาต่อรอง ว่าควรได้รับการดูแลมากขึ้น อย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” ก็คงต้องรักษาระดับไว้เป็นเพียงข่าว “ลอยลม”
จะกดดันหรือต่อรองหนักๆ ไม่ได้
เพราะภูมิใจไทยคงไม่ยอม และพร้อมงัดเอา พรรค “ฝ่ายคอย” อย่างกล้าธรรม ออกมาเล่น หากเพื่อไทยแปรสภาพเป็นเด็กดื้อ
กล่าวโดยสรุป ภาวะการเมืองตอนนี้ อยู่ในภาวะของการ “หยั่งเชิง-ต่อรอง”
ยังไม่สามารถฟันธง หรือสรุปออกมาชัดๆ ได้ว่าจะเป็นอย่างไร
“หยั่งเชิง-ต่อรอง” ทั้งในฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ที่ตอนนี้เรื่องวัน เวลา การซักฟอก ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อใด และกี่วัน
“หยั่งเชิง-ต่อรอง” ทั้งในฝั่งรัฐบาล และ ในฝั่งรอคอย ที่แม้ดูเหมือนเป็น “ที่รัก” ของกันและกัน
แต่ก็ยังไม่รู้ว่า การเป็น “เดียร์–ที่รัก” นั้นจะแปรสภาพไปสู่จุดไหน
คนดูจึงต้องทน “รำคาญ” ชะเง้อชะแง้ ว่าเขาจะเล่นเกมการเมืองกันอย่างไรต่อไป



