ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลเคาะออกมาแล้วว่า จะมีคิวให้ฝ่ายค้าน ระหว่าง 7-11 ธ.ค.นี้
ตามสูตร 4 + 1 คืออภิปรายแล้วลงมติอีกหนึ่งวัน
การลงมตินายกฯกับ รมต. รวม 18 คน ภาพรวมรัฐบาลมีเสียงสนับสนุน 300 เสียง คะแนนไว้วางใจน่าจะท่วมท้นหรือขาดลอย
แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน เผลอไป คะแนนไว้วางใจ ที่ปกติจะต้องมาจากพวกเดียวกัน ขาดหายไปอาจเป็นเรื่องเป็นราวได้
ปัญหาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าโหวตไว้วางใจมากเกิน ถือว่าสอบผ่านคะแนนสวย แต่ถ้าไว้วางใจน้อยไป กลายเป็นประเด็นทำให้รัฐมนตรีเก้าอี้หลุดมาหลายคนแล้ว
ส่วนคะแนนไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน เป็นตัวเลขที่คาดคะเนได้อยู่แล้ว
นั่นคืองานของสภา ที่จะต้องให้ความสำคัญ อีกเรื่องของสภา ที่น่าจะต้องพูดกันให้มากขึ้น คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผลจากการที่พรรคประชาชนไปโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อเดือนกันยายนปี 2568 โดยมีเงื่อนไข 4-5 ข้อนั้น
หนึ่งในนั้นคือ ขอพรรคภูมิใจไทย ผลักดันแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยดำเนินการออกเสียงประชามติด้วย
หลังจากเดือนกันยายน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯเริ่มต้น แต่ไม่จบ
ทำให้นายกฯยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคมปี 2568 แล้วเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เกิดขึ้น มีการทำประชามติขอความเห็นประชาชนในเรื่องรัฐธรรมนูญ
ผลคือประชาชน 21,621,638 เสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่
ถือเป็นเครดิตของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยด้วย
เสียงประชาชนจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีผลแล้วคือพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่ ยังไม่เกิดขึ้น
แถมยังดูอาการว่าจะเกิดขึ้นยากอีกด้วย
อุปสรรคสำคัญ คือ วุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบพิเศษ กำหนดว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้ ส.ว.หนึ่งในสาม หรือ 65 เสียง ต้องเห็นชอบในการลงมติทั้งวาระหนึ่งและวาระสาม กลายเป็นเรื่องยากที่สุด
วันนี้ กำลังย่างเข้าสู่เดือนที่ 11 ของปี 2569 อีกไม่นานสภาจะครบหนึ่งขวบ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ถึงวันนั้น น่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อเสียงของประชาชนที่ได้ลงประชามติไว้
เจ้าภาพต้องเป็นรัฐสภา เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย 18/2568 ไว้เมื่อ 10 ก.ย.2568 ว่า “รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง…”
เป็นการบ้านอีกเรื่องที่ ส.ส.และ ส.ว.รวมถึงพรรคการเมือง ต้องจัดเวลา จัดคิวไปดำเนินการให้เกิดขึ้น

