รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำสิ่งใหม่ ตามนโยบายที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้
นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเริ่มต้นจากโซลาร์เซลล์
ก่อนหน้านี้หลายคนคงได้ยินได้ฟังข้อมูลจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง
กระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยนำเรื่องเสนอ ครม. ผลักดัน โครงการโซลาร์ภาคประชาชน
ประกาศเปิดลงทะเบียนในโครงการนี้ เพื่อให้ชาวบ้านติดโซลาร์รูฟท็อป
เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ถือเป็นโครงการที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และหากเหลือก็มีโอกาสได้ขาย
สำหรับโครงการใหม่ในเมืองไทยมักมีอาถรรพ์
เรื่องที่ต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้นถือเป็นเรื่องปกติ
แต่หลายโครงการที่นำเสนอ เมื่อพบกับเสียงติชมหนักเข้า ผลที่เกิดคือมีอาการสะดุด
โครงการต้องหยุดชะงัก มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวน บางโครงการต้องพักไปก่อน
และบางโครงการก็ยุบหายไปเฉยๆ
สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่ดี หากทำสำเร็จน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
หลังจากรัฐบาลคิกออฟ กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นตามปกติ
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกฎกติกาและเงื่อนไข
โดยเฉพาะบริษัทต้องการเข้าร่วมโครงการในฐานะผู้ให้บริการติดตั้ง หรือ Vendor
ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบติดตั้งเต็มๆ น่าจะเป็น กฟน.-การไฟฟ้านครหลวง และ กฟภ.-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ส่วนบริษัทผู้ให้การบริการติดตั้ง ต้องผ่านการประเมินจาก กฟน. และ กฟภ. เสียก่อน
ผู้ได้รับอนุมัติต้องผ่านการประเมิน 4 อย่าง หนึ่ง ทีมงานบริหารและวิศวกร สอง ฐานะทางการเงิน สาม ประสบการณ์ในรอบ 4 ปี และสี่ ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ
ผ่านเกณฑ์แล้วยังต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด
หนึ่ง อุปกรณ์และการออกแบบการติดตั้งต้องมีมาตรฐาน สอง วางหลักประกันสัญญา 50,000 บาทต่องาน สาม รับประกัน 7 ปี มีเงินค้ำประกัน 10,000 บาท เป็นต้น
ประเด็นเหล่านี้เป็นหลักประกันของผู้บริโภค เชื่อว่ามีคำอธิบายที่ดีได้ หรือไม่ก็มีทางออกด้วยกันได้
แต่ถ้าเป็นไปอย่างที่ “นายศุภโชติ ไชยสัจ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สงสัย ก็หวาดเสียวแทนผู้รับผิดชอบโครงการ
ศุภโชติบอกว่า จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในจำนวนบริษัทที่ผ่านเกณฑ์การเป็นผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์กว่า 60 แห่ง
มีหลายบริษัทที่จดทะเบียนระบุที่อยู่สำนักงานซ้ำกัน
เมื่อลงรายละเอียดไปตรวจรายชื่อคณะกรรมการบริษัท พบว่า มีรายชื่อและนามสกุลเดียวกันซ้ำๆ
พบว่า มีการถือหุ้นไขว้กันไปมาในบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 120 บริษัท
พฤติการณ์ในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการค้า
หมายความว่า แม้ประชาชนเลือกจิ้มบริษัทหนึ่งไม่ได้ ก็จะวนกลับไปเลือกอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นของกลุ่มทุนและเครือข่ายเดียวกัน
นายศุภโชติวิเคราะห์จากกระแสข่าวที่ว่า กลุ่มผู้ประกอบการ SME 60-70% ที่ตัดสินใจยื่นหนังสือถอนตัวและออกจากโครงการ
สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตที่เหลือสัดส่วนบริษัทที่ยังดำเนินงานในโครงการเพียง 30%
และใน 30% ที่เหลือ ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันทางการค้า หรือมีลักษณะการถือหุ้นไขว้กัน
เรื่องเช่นนี้น่าจะมีการตรวจสอบ เพราะอาจเข้าข่าย “กึ่งผูกขาด”
เกรงว่าถ้ามีจริง และบานปลาย
โครงการดีๆ ที่หวังเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเสียหาย
เอาใจช่วยให้ทุกย่างก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

