สถานีคิดเลขที่ 12 | ตีกรอบอำนาจ กมธ. โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

4.11.26 | 09:19 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ตีกรอบอำนาจ กมธ. พลันที่ โสภณ ซารัมย์

พลันที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ประจำสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่, อำนาจการบรรจุระเบียบวาระการประชุม, การกำหนดเรื่องพิจารณา, การเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล, การใช้อำนาจเรียกของ กมธ.


สาระสำคัญของแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. ล่าสุด คือ

1.การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ.โดย กมธ.แต่ละคณะต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร ควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมาย มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจ จนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้

2.การนัดประชุมของ กมธ. ให้กำหนดโดยมติที่ประชุม กมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุม กมธ.ประจำสัปดาห์ และให้ประธาน กมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้ เมื่อเห็นสมควร หากเป็นเรื่องพิจารณาเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์

Advertisement

3.การบรรจุระเบียบวาระการประชุม ประธาน กมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ โดยประธาน กมธ.ย่อมมีเพียงอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุม กมธ.ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระพิจารณา หรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้

4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของ กมธ. ไม่สามารถเรียกบุคคลหรือเอกสารได้ตามลำพัง ต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ.เท่านั้น แต่หาก กมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสารตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของ กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568

นั่นเท่ากับว่า แนวทางการดำเนินการของ กมธ. ประจำสภาข้างต้น หากต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด กมธ. 35 คณะย่อมไม่ต่างกับการถูกตีกรอบอำนาจการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ด้วยมติเสียงข้างมากใน กมธ.

เพราะการทำหน้าที่ใน กมธ. 35 คณะ จะมี ส.ส.ทั้ง 500 คน เลือกทำหน้าที่ตามบทบาทและความถนัดของแต่ละคน

สัดส่วนโควต้า กมธ. 35 คณะ แบ่งตามจำนวน ส.ส.ของพรรคต่างๆ โดย พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ พรรคประชาชนได้ 9 คณะพรรคเพื่อไทยได้ 5 คณะ พรรคกล้าธรรมได้ 4 คณะ

พรรคประชาธิปัตย์ได้ 2 คณะ และพรรคไทรวมพลัง ได้ 1 คณะ

จากนี้หากบังคับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. 35 คณะ อย่างเคร่งครัด การใช้อำนาจ กมธ.ตรวจสอบหลายเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐบาล

ทั้งการตรวจสอบการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 5 พันล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องเกือบ 6 พันคน

การตรวจสอบสินบน 40 ล้าน และเครือข่ายเว็บพนัน ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่มี รังสิมันต์ โรม เป็นประธาน กมธ.

การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่มี รักชนก ศรีนอก เป็นประธาน กมธ.

ตลอดจนการตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการเดินหน้าประเทศ ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน อาจเดินหน้าได้ยาก หากเสียงข้างมากใน กมธ. ไม่เห็นด้วยที่จะให้ตรวจสอบเรื่องนั้นๆ

การถ่วงดุลอำนาจการตรวจสอบ ผ่านอำนาจหน้าที่ของ กมธ. 35 คณะ ควรต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน มากกว่าการสนองตอบทางการเมืองให้กับฝ่ายใด