สถานีคิดเลขที่ 12 | จัดระเบียบกรรมาธิการ โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

6.11.26 | 09:35 น.

กรรมาธิการ – ส.ส.รัฐบาลกับฝ่ายค้านงัดข้อกันรุนแรงเรื่องบทบาทการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนฯ

ฝั่งรัฐบาลไม่พอใจ ที่ประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการ เรียกรัฐมนตรี เรียกบุคคลให้มาชี้แจงต่อกรรมาธิการในเรื่องต่างๆ


บางเรื่องเป็นข่าวดัง ผู้เกี่ยวข้องไม่อยากออกไปให้ข่าว พอเชิญไปมีสื่อมารอทำข่าว นั่งประชุมมีการซักถามมีถ่ายทอดสด กลายเป็นความไม่บันเทิง

เรื่องนี้ไปถึงประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ สั่งเรียกประชุมประธานกรรมาธิการสามัญ 35 ชุดของสภา

ก่อนมีคำสั่งจัดระเบียบการทำงานคณะกรรมาธิการสามัญ

Advertisement

เพิ่มความเข้มงวดในเรื่องการเรียกหรือเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จะต้องมาจาก “มติ” ของกรรมาธิการในที่ประชุม

ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานกรรมาธิการ ฯลฯ

ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตออกมาดังๆ ว่า เป็นการลิดรอนและริบอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้าน

การกำหนดให้การจัดวาระการประชุม การเรียกบุคคลและเอกสารมาตรวจสอบ ต้องใช้ “มติองค์คณะ” ทุกครั้ง เป็นเสมือน การขออนุญาต ส.ส. รัฐบาล ก่อนตรวจสอบคนในรัฐบาล

เรื่องราวไปกันใหญ่ และมีข่าวว่า กรรมาธิการจะเชิญประธานโสภณ ซารัมย์ มาชี้แจง

ทำเอาฝั่งรัฐบาลเดือดขึ้นมาอีก

มีข่าวตามมาว่า รัฐบาลเตรียมแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา ตามแนวทางการจัดระเบียบดังกล่าว

มีสาระสำคัญ อาทิ การเรียกบุคคลหรือเอกสาร, การแถลงข่าว, การถ่ายทอดสด การประชุม ต้องมีมติเห็นชอบจากกรรมาธิการ

ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ เปลี่ยนมาใช้เลือกตั้งในที่ประชุมกรรมาธิการ จากเดิมแบ่งกระจายให้พรรคใหญ่ไปตามสัดส่วน

และอาจมีการยุบกรรมาธิการที่มีลักษณะซ้ำซ้อนกัน

หากแก้ไขสำเร็จ การทำงานของกรรมาธิการจะเปลี่ยนไป

จากเดิมที่มีความรวดเร็วในการพิจารณาปัญหาต่างๆ เมื่อสร้างขั้นตอนขึ้นมา การทำงานจะช้าลง

ช้าแล้วจะดีหรือไม่ ก็ต้องช่วยกันคิดให้ดีๆ

สำหรับกรรมาธิการของสภา มีทั้งกรรมาธิการสามัญ ตั้งจาก ส.ส. ล้วนๆ คนละไม่เกิน 2 ชุด และกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งตั้งจากคนนอกได้

กรรมาธิการสามัญมี 35 คณะ คู่ขนานไปกับกระทรวงหรือหน่วยงานของฝ่ายบริหาร

เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราว ใช้ระหวางเดือน มิ.ย.ถึง ธ.ค.2475 เรียกว่า “อนุกรรมการ”

ไม่กี่เดือนต่อมา เกิดรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก เมื่อ 10 ธ.ค.2475 จึงใช้คำว่า “กรรมาธิการสามัญ”

ต่อมามีวุฒิสภา หรือสภาสูง รัฐธรรมนูญก็ระบุให้มีกรรมาธิการสามัญเช่นเดียวกัน

ผ่านมาหลายสิบปี การกระทบกระทั่งระหว่างกรรมาธิการกับฝ่ายบริหาร เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ อารมณ์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันไม่แรงเท่าไหร่

รอบนี้แรงมากในระดับต้องจัดระเบียบ ริบอำนาจ ริบดาบกัน

ซึ่งจริงๆ แล้ว ดาบหรืออำนาจในมือกรรมาธิการ ไม่ได้ร้ายแรงทำร้ายใครได้ เพราะเป็นดาบของความคิดความเห็น

แต่ความเป็น ส.ส. เมื่อรำดาบขึ้นมา ก็ย่อมมีผลต่อฝ่ายบริหาร

รัฐบาลมีเสียงข้างมากระดับทิ้งห่างไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะจัดระเบียบให้รำดาบแบบไม่มีดาบ

ที่สำคัญคือ คุณภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบฝ่ายบริหาร

จะดีขึ้นหรือตรงกันข้าม