พระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง” ทรงดูแลคนไทยพ้นภัย โควิด-19

ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19

พระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง” ทรงดูแลคนไทยพ้นภัย โควิด-19

  “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พระปฐมบรมราชโองการใน “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ชีวิตความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เป็นมหาวิกฤตไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2563 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของอาณาราษฎรทุกหมู่เหล่า ได้พระราชทานพระบรมราโชบายในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อปฏิบัติงานเชิงรุกในภาคสนามในการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ เครื่องช่วยหายใจ 200 เครื่อง, หน้ากากอนามัย, เฟซชิลด์, ชุด PPE, รถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน, รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย, ห้องตรวจเชื้อ (Modular Swab Unit)

ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19
ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19

พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันสะท้อนให้เห็นถึงการมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงคำนึงถึงความยากลำบากของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารและในพื้นที่แออัดให้สามารถเข้ารับการบริการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้อย่างรวดเร็ว จึงได้พระราชทาน “รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย” จำนวน 13 คัน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 เพื่อกระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ประโยชน์

พระองค์มีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า “มอบ เรียกว่ามอบเสริมให้ ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อจะดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนในครั้งนี้ ซึ่งมีคนถวายรถต้นแบบมา ก็ได้รับการปรับปรุงทดสอบ แล้วก็ดูความเหมาะสม หลังจากปรับปรุงทดสอบแล้วก็ทราบว่า มีความเหมาะสมและเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะใช้ ที่จะช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ของเรา จึงได้จัดรถเพิ่มเติมให้ ก็รู้สึกยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาให้กับงานของท่าน”

  “เครื่องมือที่ใช้ต่างๆ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แต่หลักๆ ก็มาจากคน อะไรที่สำคัญในคนก็คือทัศนคติที่ดี เข้าใจปัญหา มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด เมื่อมีเครื่องมือเครื่องใช้มาสนับสนุน ก็ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ให้ถูกจุด ใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะเสริมในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป”

ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้กลับมาแพร่ระบาดรอบใหม่อีกครั้งในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมิได้นิ่งนอนพระทัย ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 122 ล้านบาท ในการจัดหารถยนต์และอุปกรณ์การแพทย์เพื่อกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานอุปกรณ์ทางการแพทย์อีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์เอกซเรย์เคลื่อนที่ ซึ่งติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบดิจิทัลพร้อมอุปกรณ์ พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยเพิ่มเติมอีก 7 คัน จากที่ได้พระราชทานไปแล้ว 13 คัน รวมเป็น 20 คัน มูลค่ารวมทั้งสิ้น 26,916,131 บาท สำหรับใช้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการเก็บตัวอย่างเพื่อหาเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และนำส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการ เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทุกกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก โดยไม่ต้องเดินทางไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล

พร้อมกันนี้ พระองค์ได้พระราชทานรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้งานคู่กับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน ค้นหาเชิงรุกแบบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ ทราบผลรวดเร็ว แม่นยำ รวมทั้ง รถเอกซเรย์ระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นรถเอกซเรย์ระบบดิจิทัลคันแรกในประเทศไทย ที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ ได้ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล

ซึ่งเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวได้เข้ามาช่วยเสริมการรักษาและป้องกันการระบาดโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการระบาดโควิด-19 รอบใหม่

พระองค์ทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพสกนิกรให้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง

ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19
ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19
ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19
ทรงดูแลคนไทยพ้นภัยโควิด-19

จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตำรวจสืบภ.7 ซุ่มจับคนร้ายอาศัยช่วงจังหวะงดออกนอกเคหสถาน ขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดลงใต้
บทความถัดไปประธานสโมสรให้กุนซือสเปอร์สคนใหม่ตัดสินอนาคต ‘เบล’