ในหลวง พระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลทั่วแผ่นดิน

ในหลวง พระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลทั่วแผ่นดิน

นับตั้งแต่ครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขปวงชนชาวไทยเสมอมา ดั่งพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562

“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

  • ทรงเจริญสัมพันธไมตรีมิตรประเทศต่างๆ

โดยเมื่อปี 2565 ในฐานะประมุขของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศทั่วโลก ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

Advertisement

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ทรงรับพระประมุข ประธานาธิบดี และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกรัฐมนตรี และผู้แทนประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำเขตเศรษฐกิจ และแขกพิเศษ พร้อมด้วยคู่สมรส เฝ้าฯ ประกอบด้วย นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน, นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส, สมเด็จพระราชาธิบดี พระองค์ที่ 29 และ เจ้าชายอับดุล มาทีน รัชทายาทลำดับที่ 6 ประเทศบรูไนดารุสซาลาม, เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย,

นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายกาบริเอล โบริก ฟอนต์ ประธานาธิบดีชิลี, นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, นายฮัน ด็อก-ซู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้, นางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นายเหวียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีเวียดนาม, นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นต้น ในโอกาสนี้ ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้นำเขตเศรษฐกิจ และแขกพิเศษ พร้อมด้วยคู่สมรส

ปัจจุบันเอเปคมีสมาชิกทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ครั้งที่ 29 โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 อย่างครอบคลุม สมดุล และยั่งยืน โดยกำหนดหัวข้อหลักคือ เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล (Open Connect Balance) เพื่อเปิดกว้างสู่ทุกโอกาสด้านการค้าและการลงทุน การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านมุมมองใหม่ที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกภาคส่วนในสังคม สร้างความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน อนึ่ง ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2535 และปี 2546

นับเป็นการเจริญพระราชไมตรีกับบรรดามิตรประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

  • เสด็จฯ เยือนต่างประเทศ อย่างเป็นทางการครั้งแรก

นับเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ในการเสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2566 ตามคำทูลเชิญของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน

ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่างๆ ณ พระราชวังบักกิงแฮม ในวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2566 และทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2566

พระองค์ทรงนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปสู่สหราชอาณาจักร นับเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล

 

 

  • พระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา

สืบเนื่องจากที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ที่ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา ความว่า บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2566 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เป็นสมาชิกของสภาแห่งนี้ ได้ระลึกไว้เสมอว่า ท่านได้เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากประชาชนให้มาเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ในการใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อดำเนินการปกครองและพิจารณาออกกฎหมายต่างๆ ให้รัฐบาลถือเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังนั้น ประเทศชาติจะมีความเจริญเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความสุจริตบริสุทธิ์ของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวง โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด หากทุกท่านสำนึกตระหนักเช่นนี้อยู่เสมอก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วง เป็นประโยชน์เป็นความเจริญมั่นคงของอาณาประชาราษฎร์และชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย สำเร็จผลที่พึงประสงค์ทุกประการ ทั้งขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญทุกเมื่อไปŽ

  • ความเดือดร้อน ปชช.อยู่ในสายพระเนตร

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ มากมาย หากความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่เคยหลุดพ้นไปจากสายพระเนตร ยามใดที่ทรงทราบถึงความทุกข์ยากของพสกนิกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ทั้งวาตภัย อุทกภัย ที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

รวมไปถึงเหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เช่นกัน ยามประสบกับการลอบทำร้ายบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมทั้งนำกระแสพระราชดำรัสความห่วงใยไปมอบให้ ยังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้มาสู่ครอบครัวเจ้าหน้าที่ทุกคน

หรือแม้แต่เหตุการณ์หรืออุบัติเหตุรุนแรงที่ได้รับผลกระทบถึงชีวิตและทรัพย์สิน พระองค์ก็ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และในบางสถานการณ์ด้วยพระเมตตาอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระองค์เสด็จฯ ด้วยพระองค์เองเพื่อไปปลอบขวัญให้กำลังใจประชาชนอย่างใกล้ชิด ดั่งเช่น เหตุการณ์ทำร้ายเด็กและประชาชนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก ได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมกับพระราชทานขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียด้วยพระองค์เอง

แม้ยามนั้นจะเป็นเวลากลางค่ำกลางคืนแล้วก็ตาม พระองค์ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ไปเพื่อปลอบขวัญและปลอบใจพสกนิกรที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลเสียอกเสียใจอย่างสุดช้ำต่อการสูญเสียลูกหลานไปในครั้งนี้ โดยเสด็จฯ ไปที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู และโรงพยาบาลอุดรธานี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาตัว พร้อมทรงซักถามถึงอาการผู้บาดเจ็บด้วยความห่วงใยและสนพระราชหฤทัยในการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ และพระราชทานกำลังใจแก่ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้เชื่อมั่นในความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเพื่อให้ฟื้นกลับมาใช้ชีวิตปกติด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งอีกครั้ง ความว่า

“รู้สึกเสียใจ เศร้าสลดใจมากที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ช่วงเวลาแห่งความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจก็ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจ ก็เป็นความรู้สึกร่วม เป็นเหตุที่ไม่ดีเกิดขึ้น ถ้าเกิดมีอะไรเดือดร้อนลำบากให้ช่วยเหลือให้ดูแล ขอแสดงความเสียใจและคงไม่มีคำไหนมาแทนความเสียใจได้ ก็ขอให้กำลังใจพวกเราเข้มแข็งเพื่อให้วิญญาณน้องๆ เขาสบายใจ เราก็จะทำพิธีการทำบุญสวดมนต์ เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับผู้ที่จากไปแล้ว ก็เป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกคน เราก็เสียใจด้วยมาก เราจะต้องทำยังไงตอนนี้ เราต้องทำอะไรให้ดีที่สุด เป็นกำลังใจให้ทุกคน”

ไม่เพียงเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู อีกหลายๆ เหตุการณ์ พระองค์ก็ทรงยื่นพระหัตถ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ดั่งเช่น เหตุการณ์คานสะพานข้ามแยกโครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง ทรุดตัว บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขาลาดกระบัง ถนนหลวงแพ่ง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

รวมไปถึงกรณีอุบัติเหตุถังดับเพลิงระเบิดภายในโรงเรียนราชวินิตมัธยม ถนนพิษณุโลก แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขณะซ้อมแผนดับเพลิง ส่งผลให้มีนักเรียนชายเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมที่ได้รับบาดเจ็บ และได้พระราชทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพนักเรียนที่เสียชีวิตด้วย

มิเพียงพสกนิกรเท่านั้นที่ทรงห่วงใย สัตว์ใหญ่อย่างช้างก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์เฉกเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ พลายศักดิ์สุรินทร์ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ยังความปลาบปลื้มปีติแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นกำลังใจสำคัญแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการสนองพระราชดำริรักษาช้างพลายศักดิ์สุรินทร์อย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป

พระมหากรุณาธิคุณแผ่ไพศาลไปทั่วแผ่นดินไทย เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image