สธ.-โรงเรียนแพทย์ตั้งทีมวิจัย “พลาสมา” จากผู้ป่วยที่หายแล้ว

สธ.-โรงเรียนแพทย์ตั้งทีมวิจัย “พลาสมา” จากผู้ป่วยที่หายแล้ว 

วิจัยพลาสมา- เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า กรมการแพทย์ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อย่างสูงสุด นำแนวทางการแพทย์วิถีใหม่ (New Normal Medical Services) มาปรับใช้ เน้นการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลกับผู้ป่วย ตั้งแต่ยังไม่มารับบริการที่โรงพยาบาล เพื่อซักประวัติ คัดกรอง นัดหมาย ลดความเสี่ยงทั้งผู้ให้บริการและผู้ป่วยรายอื่นในโรงพยาบาล พร้อมมีการจัดตารางงานทีมแพทย์พยาบาลที่ไม่ข้ามทีมระหว่างกัน (Cross Over Schedule) ป้องกันกรณีมีบุคลากรติดเชื้อจากกลุ่มหนึ่งแล้วนำไปติดอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ต้องกักตัว ทำให้กระทบต่อกำลังคนในการทำงานคาดว่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้อีกแนวทางหนึ่ง

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนแพทย์ เพื่อตั้งทีมวิจัยการสกัดพลาสมาจากเลือดผู้ป่วยที่หายแล้ว มาวิจัยเพื่อหาวิธีการรักษาผู้ป่วยรายอื่น

“เนื่องจากตามหลักการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่น ผู้ป่วยที่หายดีแล้วจะมีภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อนำมาสกัดพลาสมาจะใช้รักษาโรคได้ แต่ในกรณีของโควิด-19 เป็นโรคใหม่ ทำให้ยังไม่มีองค์ความรู้ทั้งหมด เราจึงอยากขอบริจาคเลือดจากผู้ป่วยที่หายแล้วในช่วงเวลา 15-30 วัน เพื่อนำมาศึกษาวิจัยภูมิต้านทานว่ามีอยู่จริงหรือไม่ต่อไป” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวถึงแนวการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ว่า จ.ภูเก็ต ที่ระบาดต่อเนื่องมา 2 เดือน ขณะนี้เริ่มคุมได้ พบว่าสถิติการตรวจหาผู้ป่วยด้วยวิธี PCR ใน จ.ภูเก็ตมีอัตราผลบวกอยู่ที่ร้อยละ 4.65 ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงผลบวกอยู่ที่ร้อยละ 6.28 ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เป็นองค์ความรู้ที่จะนำไปขยายผลต่อด้วยมาตรการเชิงรุกที่ได้มาตรฐาน

“ขณะนี้ เริ่มในพื้นที่เมืองพัทยา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในกรุงเทพมหานคร 2 จุด คือ เขตบางเขน และเขตคลองเตย สามารถค้นพบผู้ติดเชื้อในชุมชนป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้างได้” นพ.อนุพงศ์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon