กทม.แจงลำดับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เน้นความปลอดภัย ปชช. ชี้พบผลข้างเคียงน้อย 0.4%

กทม.แจงลำดับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เน้นความปลอดภัย ปชช. ชี้พบผลข้างเคียงน้อย 0.4% – โฆษกเผยเตรียมฉีดเพิ่มอีก 2,568 ราย อสส.-จนท. ควบคุมโรค

วันที่ 8 มี.ค. 64 พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2564 โดยมีคณะอนุกรรมการทั้งหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภายนอก อาทิ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนโรงพยาบาลสังกัดกองทัพ ผู้แทนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการการบริหารจัดการการให้วัคซีนฯ กรุงเทพมหานคร มีแนวทางในการให้วัคซีนโดยเน้นวัตถุประสงค์ลดความรุนแรง การสูญเสียชีวิต และปกป้องระบบสุขภาพของกรุงเทพมหานคร มุ่งให้บุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพมหานคร สามารถให้บริการสุขภาพประชาชนได้ด้วยความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การให้วัคซีนแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ใช้ความเสี่ยงด้านพื้นที่เป็นองค์ประกอบหลักในการพิจารณาการให้วัคซีน โดยในระยะแรกเน้นการให้วัคซีนในพื้นที่ 6 เขตด้านทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตติดต่อและใกล้เคียงจังหวัดสมุทรสาครที่พบการระบาดจำนวนมาก โดยมีหลักการให้บริการวัคซีน ได้แก่ ความโปร่งใสและความเสมอภาคเท่าเทียมในการแจกจ่ายวัคซีน

หลังจากการให้วัคซีนในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 แล้ว ในส่วนของการจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนในลำดับต่อไป จะใช้ปัจจัยความเสี่ยงด้านอายุเป็นองค์ประกอบในการพิจารณา โดยผู้ที่จะได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก คือ ผู้ป่วยที่มีอายุ 59 ปี 10 เดือน เป็นลำดับแรก และไล่เรียงอายุลงมาเป็นลำดับ

สำหรับสาเหตุที่กำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 59 ปี 10 เดือน ได้รับวัคซีนลำดับแรก เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำเป็นต้องได้รับวัคซีน 2 เข้ม คณะอนุกรรมการฯ จึงได้เผื่อเวลาสำหรับรับวัคซีนเข้มที่ 2 ที่จะต้องห่างจากเข้มแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อผู้ที่จะรับวัคซีนเข้มที่ 2 จะมีอายุไม่เกินอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อผู้รับวัคซีนอีกทางหนึ่ง

ต่อกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ากรุงเทพมหานครให้วัคซีนล่าช้า เนื่องจากในช่วงแรกของการให้วัคซีนแก่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน กรุงเทพมหานครหรือโรงพยาบาลที่ให้วัคซีน จำเป็นต้องใช้เวลาในการสังเกตอาการของผู้รับวัคซีน ว่าจะมีอาการไม่พึงประสงค์ใดเกิดขึ้นหรือไม่ ในช่วง 1-2 วันแรกของการให้วัคซีน จึงได้ให้วัคซีนจำนวนไม่มาก ต่อเมื่อมั่นใจว่า การรับวัคซีนมีอาการไม่พึงประสงค์ไม่รุนแรงหรือไม่มากจึงได้เร่งให้วัคซีนแก่กลุ่มเป้าหมาย

ซึ่งผลการให้วัคซีนสัปดาห์แรกในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ฯ ได้ให้วัคซีนรวมประมาณ 3 พันคนเศษ หรือประมาณ 91 % ของจำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ส่วนที่เหลือประมาณ 9 % ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เนื่องจากเหตุผลส่วนบุคคลของผู้รับ อาทิ ความไม่พร้อมของสุขภาพในขณะนั้น หรือความไม่พร้อมของช่วงเวลาในการรับวัคซีน เป็นต้น

สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ของผู้ได้รับวัคซีน ที่ผ่านมา พบว่ามีอาการรุนแรง 2 ราย และอาการไม่รุนแรง 11 ราย คิดเป็น 0.4 % ของผู้ได้รับวัคซีนทั้งหมดซึ่งนับว่าน้อยมากจึงไม่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับสัปดาห์ที่ 2 นี้จะเป็นการให้วัคซีนแก่ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย อาทิ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ตำรวจ ทหาร ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รวมประมาณ 2,568 ราย ใน 6 เขต ใกล้เคียงจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจะเร่งให้วัคซีนแก่บุคลากรกลุ่มนี้โดยเร็วที่สุด

จากนั้นสัปดาห์ต่อไปจะเป็นการให้วัคซีนและประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด ที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด รังสีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัด 6.โรคเบาหวาน 7.โรคอ้วน เรียงลำดับความสำคัญตามอายุ ตั้งแต่ 59 ปี 10 เดือนลงมาตามกล่าวข้างต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อกรุงเทพมหานคร ได้รับวัคซีน AstraZeneca จะจัดลำดับความสำคัญของผู้รับวัคซีนซึ่งเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และมีอายุ 59 ปี 10 เดือน – อายุ 60 ปี ในพื้นที่ 6 เขตดังกล่าวข้างต้น เป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีน จากนั้นจะพิจารณาความสำคัญของผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ที่มีอายุมากที่สุดไล่เรียงลงมาช่วงละ 5 ปี เป็นลำดับ แล้วจึงพิจารณาผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเรื้อรังและมีอายุมากที่สุดไล่เรียงลงมาเป็นลำดับต่อๆ ไป ซึ่งประชาชนที่ประสงค์จะรับวัคซีนขอให้ลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน Line Official “หมอพร้อม” จากนั้นจะมีการพิจารณาผู้มีความเสี่ยงสูงเข้ารับวัคซีนก่อน โดย กรุงเทพมหานคร หรือโรงพยายาบาลต่างๆ จะติดต่อกลับไปยังท่านให้เข้ารับวัคซีนตามที่กำหนด

สำหรับการลงทะเบียนใน Line Official “หมอพร้อม” กระทรวงสาธารณสุขจะแถลงข่าวและเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ดีหากประชาชนท่านใดไม่สะดวกที่จะลงทะเบียนหรือตรวจสอบสิทธิผ่าน Line Official “หมอพร้อม” สามารถติดต่อหรือตรวจสอบสิทธิได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถตรวจสอบสิทธิผ่าน Line Official “หมอพร้อม” และไม่สามารถติดต่อผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลได้ กรุงเทพมหานครจะจัดเจ้าหน้าที่ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือติดต่อโดยตรงที่บ้าน หากท่านประสงค์จะรับวัคซีนจะกำหนดนัดเพื่อเข้ารับวัคซีนต่อไป ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้ทางสายด่วนโทร. 1442 และโทร. 1330

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อดีตส.ว.สงสัย แถลงการณ์มธ.ของปลอม อ้างไม่มีลายเซ็นอธิการฯ
บทความถัดไปผู้แทนนิสิต 3 คณะ จุฬาฯ ยื่นจม.ถึงประธาน ทปอ.วอนพิจารณาเลื่อนสอบ TCAS