รพ.สนาม ทบ.พร้อมรองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น เน้นบูรณาการร่วม สธ. ดูแลผู้ป่วยในชุมชน ลดการแพร่เชื้อ

รพ.สนาม ทบ.พร้อมรองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น เน้นบูรณาการร่วม สธ. ดูแลผู้ป่วยในชุมชน ลดการแพร่เชื้อ

พันตรีหญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ในประเทศไทย มีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นและมีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างทั่วประเทศ กองทัพบกได้ให้ความสำคัญ และถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ในการปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 กองทัพบก เพื่อติดตามสถานการณ์ บริหารจัดการ และให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ตั้งแต่ 26 มี.ค.63 ทั้งการระดมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ยุทโธปกรณ์ และสถานที่ของหน่วยทหารสนับสนุนสาธารณสุขในภารกิจการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อ และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่กองทัพบกได้ระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลือประชาชนตลอดมา คือการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้น ทั้งส่วนโรงพยาบาลสนามที่สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้กำลังพลของกองทัพบกช่วยบริหารจัดการด้านอาคารสถานที่ จัดเตรียมเตียงผู้ป่วย เครื่องนอน และสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ใน 26 แห่ง ทั่วประเทศ รองรับผู้ป่วยได้ 4,941 เตียง (1 ส.ค.64) ทั้งนี้ จากสถานการณ์ล่าสุด ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคในครอบครัวและชุมชน กองทัพบกจึงได้ระดมศักยภาพจัดตั้ง รพ.สนามกองทัพบก ในพื้นที่ รพ.สังกัดกองทัพบกทั่วประเทศ รวม 37 พื้นที่ รองรับผู้ป่วยได้ 3,635 เตียง (1 ส.ค.64) เพื่อให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นกำลังพลและครอบครัวของกองทัพบก รวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่อลดภาระของสาธารณสุขในพื้นที่อีกด้วย โดยขณะนี้ได้เตรียมขยายขีดความสามารถเพื่อจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามศูนย์คัดกรอง ในส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นจุดให้บริการคัดกรองผู้ป่วย และเป็นจุดพักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลักหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป

นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคนั้นโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกทั้ง 37 แห่ง ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รวมทั้งการบริหารจัดการตามแนวทางการแยกกักผู้ป่วยในชุมชน (Community Isolation) ซึ่งเป็นการบูรณาการของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข, บุคลากรทางการแพทย์, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และ อาสาสมัครกิจการพลเรือน (อส.กร.) ในการดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย (ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว) หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) โดยได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกอย่างใกล้ชิดผ่านทางระบบออนไลน์ มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สามารถนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้ทันทีหากผู้ป่วยมีอาการแย่ลง รวมทั้งการดูแลกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่รอบหน่วยทหาร ครอบคลุมทั้งในด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพทางใจ เน้นสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันตนเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19 ทั้งการสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากอนามัย, การใช้เจลแอลกอฮอล์ วิธีการล้างมืออย่างถูกต้อง รวมทั้งสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในส่วนบุคคลและส่วนรวมตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, การรณรงค์และให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในชุมชนตามการจัดสรรจากระบบลงทะเบียนของรัฐบาล, การตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนทหารและชุมชนรอบหน่วย เพื่อแยกผู้ป่วยและผู้ที่มีความสี่ยง ลดการแพร่ระบาดในชุมชน เป็นต้น

ทั้งนี้ กองทัพบกทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังคงยืดหยัดทุ่มเทปฏิบัติงานเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วย COVID-19 ทั้งที่เป็นกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป ในทุกมิติ ทั้งการดูแลรักษาพยาบาลและการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นนโยบายที่ พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ยืนหยัดเคียงข้างช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้มวลชนประกาศย้ายไปรวมตัวหน้า ตชด.ภ.1 จี้ปล่อยเพื่อนเรา หลังรวบไผ่ ดาวดิน-พวก
บทความถัดไปปลัด สธ.ยันปี’65 ไทยมีวัคซีนโควิดทุกแพลตฟอร์ม 120 ล้านโดส คาด 2 เดือน ปชช.ทั่วไปในตจว.ได้ฉีด