‘วี-คูล’ลุยยกเครื่องดีลเลอร์ ผนึกบริษัทแม่รุก’ฟิล์มกันร้อน’

27.07.16 | 16:34 น.
นางสาวพิมพา ชลาลัย ประธานบริหาร บริษัท วี เค เอส กรุ๊ป (เอเซีย) หรือวี-คูล กรุ๊ป ไทยแลนด์ (V-KOOL GROUP THAILAND)

นางสาวพิมพา ชลาลัย ประธานบริหาร บริษัท วี เค เอส กรุ๊ป (เอเซีย) หรือวี-คูล กรุ๊ป ไทยแลนด์ (V-KOOL GROUP THAILAND) เปิดเผยว่า หลังจากวี-คูล กรุ๊ป ได้ปรับเปลี่ยนและวางแนวทางการพัฒนาระบบช่องทางการจัดการผ่านผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) เป็นศูนย์บริการ วี-คูล ฟูลเฟล็ต (V-KOOL Full Fledged Outlet) เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งที่สำคัญ เนื่องจากบริษัทยึดความสำคัญของผู้แทนจำหน่ายและผู้ใช้สินค้าเป็นหลัก การปรับเปลี่ยนผู้แทนจำหน่ายบางรายรวมถึงการปรับปรุงศูนย์บริการวี-คูลในประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานทั่วโลก ศูนย์บริการของผู้แทนจำหน่ายจะปรับเปลี่ยนตามแบบแปลนถูกกำหนดโดยบริษัทแม่ในต่างประเทศ รวมถึงความชัดเจนในการจำหน่ายสินค้า จากการสำรวจในปีที่ผ่านมาวี-คูลได้ขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต้องการสินค้ามีคุณภาพสูงมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย คุณสมบัติของวี-คูลได้ตอบโจทย์แล้ว ดังนั้น ในปีนี้จึงเน้นพัฒนารูปแบบของผู้แทนจำหน่ายให้เสร็จสิ้น ส่วนศูนย์ต้นแบบตกแต่งเสร็จทดลองเปิดให้บริการเกือบ 1 ปี ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ารับบริการเกินความคาดหมาย ศูนย์แห่งนี้จะเป็นต้นแบบผู้แทนจำหน่าย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝึกอบรมด้านการติดตั้งฟิล์ม การบริการระดับห้าดาวของฟิล์มกันความร้อน การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เชื่อมต่อระหว่างบริษัทและผู้แทนจำหน่าย

นางสาวพิมพากล่าวว่า นอกจากนี้ จะเน้นการบริการหลังการขาย เพราะลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากระบบรับประกัน ส่วนการพัฒนาเครื่องมือทดสอบฟิล์มต้องมีไว้ในศูนย์บริการของผู้แทนจำหน่าย เพื่อให้ลูกค้าทดสอบ เพื่อให้ทราบว่าฟิล์มสะท้อนความร้อนดีนั้นเป็นอย่างไร สำหรับหลักสำคัญในการคัดเลือกผู้แทนจำหน่ายบริษัทจะพิจารณาหลักๆ เช่น ความมุ่งมั่นต่อแบรนด์ของสินค้า มีความชอบสินค้าเทคโนโลยีสูง มีคุณภาพดีเหมาะสมกับราคา มีใจรักงานบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ยอมรับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงต้องมีศูนย์บริการตามแบบของบริษัท มีผู้แทนจำหน่ายผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าวในรอบแรกประมาณ 9-15 ราย พื้นที่ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ขณะนี้มีผู้แทนจำหน่ายแล้วในกรุงเทพฯ 27 ราย ภาคเหนือ 8 ราย ภาคใต้ 13 ราย ภาคอีสาน 17 ราย และตะวันออก 6 ราย รวม 71 ราย

การลงทุนเพิ่มเติมของผู้แทนจำหน่ายต้องปรับปรุงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อแห่ง มีเป้าหมายต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2559

“ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศในบ้านเราตอนนี้ มีแต่จะร้อนขึ้นทุกปี ฟิล์มคุณภาพดีเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ ในปีนี้จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของวี-คูลเข้าสู่ตลาดฟิล์มกันร้อนในเมืองไทย เราและบริษัทแม่ในต่างประเทศคิดค้นร่วมกัน เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงใจผู้ใช้ฟิล์มในหลายๆ กลุ่ม และสิ่งสำคัญคือต้องป้องกันความร้อนได้สูง เป้าหมายการขายมองแตกต่างจากที่อื่น เราต้องการเข้าถึงผู้บริโภคให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเติบโตในตลาดนั้น สร้างความแข็งแกร่งในตลาดนั้น โตแบบยั่งยืน วี-คูล เป็นฟิล์มกรองแสงเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับบน ราคาจำหน่ายระหว่าง 11,000-36,000 บาท รถหรูระดับบนที่เลือกติดฟิล์มพรีเมียมจะมีประมาณ 120,000 คันจากตลาดรวม เป็นลูกค้าของเราประมาณ 20-25% ปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตไว้ที่ 5-7% และในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัว 5-10% แบ่งเป็นขายส่งดีลเลอร์ 60% ขายผ่านโชว์รูม 20% และเป็นส่วนของฟิล์มอาคารอีก 20% ปีนี้คาดว่าตลาดรวมของฟิล์มกรองแสงรถยนต์จะมีมูลค่าประมาณ 1,500-1,600 ล้านบาท” นางสาวพิมพากล่าว