‘โอ๊ต-เอกรัตน์’นักแข่ง-นักแต่งรถ ปลุกกระแสวงการ’มอเตอร์สปอร์ต’

15.08.16 | 19:01 น.

หลายคนอาจจะมองว่าบรรดารถแข่งหรือรถแต่งซิ่งที่วิ่งกันตามถนน เป็นกลุ่มป่วนเมือง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน

แต่ในความเป็นจริง ในปัจจุบันมีความพยายามจากคนหลายกลุ่ม หันมาส่งเสริมให้ผู้ชื่นชอบความเร็ว หรือแม้แต่การแต่งรถ ให้ทำอย่างถูกกฎหมาย ไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน การแข่งรถก็จัดแข่งในสนาม ปัจจุบันประเทศไทยมีสนามเทียบเท่ามาตรฐานโลกแล้ว และนักแข่งคนไทยก็ได้พัฒนาฝีมือไปไกล

อย่างเช่นนักธุรกิจสำนักแต่งและเป็นนักแข่งแถวหน้าของเมืองไทย เขาคือ “โอ๊ต”เอกรัฐ ดิษเจริญ แห่งทีม เอ มอเตอร์สปอร์ต สำนักแต่งชื่อดังย่านเลียบด่วนรามอินทรา

กว่าจะมีวันนี้ “โอ๊ต” เล่าให้ฟังถึงที่มาของการเข้าสู่วงการรถแข่งและรถแต่งว่า

“ผมเป็นคนชอบรถยนต์ตั้งแต่เด็ก มีความฝันอยากเข้าวงการแข่งรถในเมืองไทย พยายามหาหนทางเริ่มจากไปซื้อรถมาคันหนึ่ง ซูบารุ อิมเพรสซ่า ลองเอามาแต่ง เพื่อจะลงแข่ง ไปอู่โน้นอู่นี้ แต่ไม่ถูกใจ เลยคิดว่าสร้างทีมขึ้นมาเองเลยดีกว่า จึงเป็นที่มาของทีม เอ มอเตอร์สปอร์ต หาทีมช่างมาเอง หาเซอร์วิสเอง ทำรถแข่ง และรับแต่งรถด้วย”

Advertisement

สัมภาษณ์พิเศษ4

เรียนจบอะไรมา ถึงมาทำธุรกิจรถแต่ง

ผมเรียนจบบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เคยมีความรู้เรื่องแต่งรถมาเลย จึงพยายามศึกษาหาความรู้ ซื้อหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมยานยนต์มาอ่าน จุดเริ่มต้นนี้เมื่อประมาณ 11 ปีที่แล้ว เมื่อตัดสินใจจะมาทำธุรกิจนี้ เลยเลือกทำเลถนนเลียบด่วนรามอินทรา ตอนนั้นถนนนี้ยังเปิดได้ไม่นาน เราถือว่าเป็นเจ้าแรกในย่านนี้ ตอนแรกครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย คุณพ่อรับราชการกรมศุลกากร ส่วนคุณแม่อยู่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ท่านทั้งสองคนกลัวผมได้รับอันตราย แต่ผมก็ทำให้ท่านเห็นว่าการแข่งรถไม่ได้อันตรายถ้าเรารู้จักป้องกัน และธุรกิจแต่งรถเราก็ไม่ได้ทำเล่นๆ แต่ทำเป็นธุรกิจชัดเจน ตอนนั้นลงทุนก้อนแรกประมาณ 7 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดิน เป็นที่ดินเช่า 5 ปีต่อสัญญาทีหนึ่ง

มองพัฒนาการในแวดวงการแข่งรถบ้านเรายังไงบ้าง

วงการมอเตอร์สปอร์ตบ้านเราช่วง 3-4 ปีมานี้ถือว่าโตเร็วมาก ส่วนหนึ่งเพราะเด็กรุ่นใหม่เข้ามามาก มีทีมแข่งมากขึ้น เรียกว่าเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากเมื่อก่อนมีไม่เท่าไหร่ ตอนนี้มีนักแข่งรถในประเทศไทยที่ลงทะเบียนกับ รยสท. (ราชยานยนต์แห่งประเทศไทย) เกือบ 500 คนแล้ว ผู้จัดก็เยอะขึ้น จัดกันปีละไม่ต่ำกว่า 30-40 ครั้ง ถือว่าเยอะมาก ผู้จัดใหม่เข้ามามาก สปอนเซอร์ก็เยอะขึ้น เพราะเริ่มเห็นแล้วว่ามีส่วนช่วยสร้างแบรนด์สินค้า รถยนต์ก็พัฒนาขึ้นไปไกล ทำให้ปัจจุบันวงการมอเตอร์สปอร์ตในบ้านเรามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 พันล้านบาท

สิ่งที่ตามมาคือนักแข่งไทยมีมาตรฐานมากขึ้น มีระเบียบวินัยในการขับ ระบบการจัดแข่งขันก็ดีขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนกฎระเบียบยังไม่ชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน

สัมภาษณ์พิเศษ5

มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างไร

อยากบอกว่ากีฬาแข่งรถไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ละรายการมีระบบความปลอดภัยเข้มงวดมาก ทั้งตัวรถ นักแข่ง และกรรมการ ทั้ง 3 ส่วนพัฒนาไปไกล มีอุปกรณ์และเทคโนโลยี ระบบต่างๆ มากขึ้น ที่สำคัญมีกฎกติกาเข้มงวด อย่างชุดนักแข่งเป็นชุดนิรภัย เซฟตี้มาก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องงบประมาณก็สูงไปด้วย เพราะชุดหนึ่งเริ่มต้นตั้งแต่หมื่นกว่าบาท จนถึงสูงสุดชุดละเป็นแสน เฉพาะชุดอย่างเดียวนะ ไม่รวมถุงเท้า รองเท้า หมวกอีก

สำหรับน้องๆ ที่สนใจก็ขอให้เข้ามาได้เลย เราพร้อมจะต้อนรับ จะได้รู้ว่ากีฬาแข่งรถเป็นยังไง อาจจะแค่เคยดูอย่างเดียว ไม่เคยสัมผัส ปัจจุบันนี้มีสถาบันสอนขับรถแข่งหลายแห่งมาสมัครเรียนก็จะได้ใบประกาศ และเดี๋ยวนี้ก็ไปทำใบขับขี่นักแข่งกับ รยสท.ได้ไม่ยาก มีการอบรมได้มาตรฐาน ดีกว่าไปแข่งตามถนน ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่เป็นอันตรายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น ลองเลือกดูว่าชอบการแข่งขันแบบไหน มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบเซอร์กิต แดร็ก ควอเตอร์ไมล์ และยังมีอื่นๆ อีกเพียบ จะได้รู้ว่าระบบมอเตอร์สปอร์ตพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ธุรกิจสำนักแต่งรถ เอ มอเตอร์สปอร์ต เป็นอย่างไรบ้าง

เราเน้นรถยนต์ซูบารุเป็นหลัก เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว และเอาไปใช้แข่งด้วย ตอนเริ่มแรกมีอยู่คันเดียว พอปีที่ 2 ก็เพิ่มเป็น 2-3 คัน มีเพื่อนมาร่วมทีมด้วย อุปกรณ์แต่งรถส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศแทบทั้งหมด จะเป็นซูบารุส่วนใหญ่ มียี่ห้ออื่นบ้างนิดหน่อย

ส่วนผลประกอบการรายได้ปีละประมาณ 15 ล้านบาท คาดว่าปีนี้ก็น่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แม้ว่ายอดขายรถใหม่จะชะลอลงบ้าง แต่เราโชคดีมีฐานลูกค้าเก่ามาก ใหม่ก็มีเข้ามา

ก่อนหน้านี้ตอนที่ซูบารุยอดขายไม่ดีอาจจะเป็นเพราะรุ่นรถมีน้อย แต่เดี๋ยวนี้ออกมาหลายรุ่น มีรุ่นที่เป็นรถทั่วไปด้วย ทำให้ตลาดกว้างขึ้น

สำหรับจุดเด่นของเราคือเราเน้นเซอร์วิส ทั้งการแต่ง และการแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุด เพราะเรามีทีมช่างฝีมือดีเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น มีการอัพเดตรถรุ่นใหม่ตลอดเวลา มีเครือข่ายอยู่ที่ญี่ปุ่น อังกฤษ อัพเดตกล่องอีซียูกันตลอด เพราะเรารู้ดีว่าตลาดรถแต่งก็แข่งขันกันรุนแรงไม่แพ้ธุรกิจอื่น ตอนนี้สำนักแต่งในบ้านเราน่าจะมีประมาณหลักร้อยราย แต่เราเน้นรถใหม่ หาชุดแต่งที่อื่นไม่มี มักจะมาเจอที่นี่ ลูกค้าก็เลยบอกปากต่อปาก

สัมภาษณ์พิเศษ7

เป้าหมายทางธุรกิจคืออะไร

เราพยายามพัฒนาศูนย์เซอร์วิสให้เป็นมาตรฐานสากล เทียบได้กับประเทศเยอรมนี อยากมีสำนักแต่งแบบในต่างประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถต่างๆ จากบริษัทแม่ อยากทำให้ได้ขนาดนั้น ผมเคยคุยกับสำนักแต่งเอสทีไอ (STI) สำนักแต่งของซูบารุมาบ้างแล้ว คงต้องคุยต่อเนื่อง ผมตั้งเป้าหมายว่าภายใน 2 ปีน่าจะทำได้ ผมพยายามทำให้เขาเห็นว่าแม้ว่าตลาดรถยนต์จะซบเซา แต่ในวิกฤตก็มีโอกาส ในเมื่อหลายๆ คนกำลังแย่ แต่เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถทำได้ดี เพราะมีค่อนข้างครบ ทั้งเรื่องเครื่องยนต์ ช่วงล่าง เบรก ส่วนทำสีเรามีอู่พันธมิตร

เทรนด์แต่งรถขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เทรนด์แต่งรถขึ้นกับว่าแต่ละปีมีรูปแบบใหม่เข้ามายังไงบ้าง แต่พอเวลาผ่านไป 1-2 ปี จะเริ่มเปลี่ยนไป อย่างเมื่อก่อนจะเห็นการทำสีด้าน แต่ตอนนี้การแต่งรถสีสดใส พวกสีลูกกวาดกำลังมาแรง

อยากฝากถึงรัฐบาลให้ช่วยสนับสนุนมอเตอร์สปอร์ตยังไงบ้าง

อยากให้ภาครัฐเปลี่ยนมุมมองว่า มอเตอร์สปอร์ตก็เป็นกีฬาประเภทหนึ่ง สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ไม่แพ้กีฬาประเภทอื่น และปัจจุบันนี้นักแข่งรถก็พัฒนาไปมากแล้ว ปฏิบัติตัวเหมือนนักกีฬาทั่วไป มีการเก็บตัว ออกกกำลังกายเหมือนกัน หากรัฐบาลช่วยสนับสนุน จะมีส่วนช่วยสร้างนักแข่งรถฝีมือดีได้อีกมาก เพราะเชื่อในฝีมือคนไทย เพียงแต่ไม่มีโอกาสเท่านั้น ถ้าภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วย จะลดภาระให้นักแข่งได้ไม่มากก็น้อย และเชื่อว่าเมื่อนั้นจะมีนักแข่งไทยประสบความสำเร็จระดับโลกอย่างแน่นอน

 

สัมภาษณ์พิเศษ1