หลังการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่เออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้ธุรกิจการค้าได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสจากการขยายตัวของตลาดในประเทศที่กว้างขึ้นอันเนื่องมาจากกำลังซื้อของประชากร และจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการค้าที่มีศักยภาพก็มีโอกาสที่จะรุกขยายธุรกิจไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีศักยภาพด้านการตลาดมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศศูนย์กลางในการค้าขายและส่งออก โดยมีสะพานเชื่อมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านหลากหลาย ทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, เมียนมา และกัมพูชา ทาง บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (สวีเดน)ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรถบรรทุกเจ้าใหญ่ได้มองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในกลุ่มอาเซียน จึงทุ่มงบประมาณถึง 2,000 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิตเป็น 20,000 คันต่อปี และ 3,000 ล้านบาทเพื่อขยายศูนย์บริการรถบรรทุกจาก 5 สาขา เป็น 16 สาขาในปี 2557 เพื่อให้พร้อมต่อการตอบสนองการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ในโอกาสนี้ วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) และ ยูดีทรัคส์ จึงถือโอกาสพาสื่อมวลชนไปดูความพร้อมของบริษัทและเยี่ยมชมตลาดรถบรรทุกที่ สปป.ลาว

ทรงตระกูล โสมคำ ผู้จัดการศูนย์บริการวอลโว่ กรุ๊ป โคราช กล่าวว่า ศูนย์บริการของวอลโว่ กรุ๊ป และยูดีทรัคส์ ในประเทศปัจจุบันมีทั้งหมด 16 สาขาทั่วประเทศ โดยกระจายกันตามส่วนสำคัญในแต่ละภูมิภาค ภาคอีสานมีด้วยกันทั้งหมด 3 แห่งคือ หนองคาย ขอนแก่น และโคราช ซึ่งถือว่าอยู่ในเส้นยุทธศาสตร์สำคัญ ทางศูนย์บริการเน้นการดูแลครบวงจร โดยมีความพร้อมในการดูแลและให้บริการซ่อม และระบบคอลเซ็นเตอร์คอยให้ข้อมูลตลอด 24 ชม. รวมถึงมีความพร้อมเรื่องอะไหล่ยนต์และบริการฝึกสอนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการใช้รถจริง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสำคัญของบริษัทคือ มีคุณภาพ ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สมเกียรติ โพธิรัตน์ ผู้จัดการศูนย์บริการวอลโว่ กรุ๊ป จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ทางวอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) และยูดีทรัคส์ ได้แต่งตั้งให้บริษัท ยูเอ็มจี ลาว ในเครือยูเอ็มจี กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศเมียนมาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกวอลโว่และยูดีทรัคส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้าใน สปป.ลาว รวม 150 คัน ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการขนส่งระยะไกล ซึ่งตลาดภาพรวมใน สปป.ลาว จากปกติที่เติบโตประมาณ 7% ปีนี้คาดว่าจะเติบโตถึง 10% เนื่องจากความต้องการการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นจากการขยายตัวด้านสาธารณูปโภค
ขณะที่ ฉลองชัย ชยุตระพงศ์ ประธานผู้อำนวยการ บริษัท ยูเอ็มจี สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยูเอ็มจีมีด้วยกันทั้งหมด 9 สาขา คือ เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และปาปัวนิวกินี ซึ่งใน สปป.ลาว ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาทั้งในด้านของงานอุตสาหกรรมเหมืองแร่และระบบสาธารณูปโภค หัวใจหลักของการพัฒนาคือระบบการขนส่ง ซึ่งจะต้องใช้รถบรรทุกที่มีสมรรถนะเหมาะสม เพื่อให้เหมาะสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ เช่น งานขนส่งสินค้าเหมืองแร่ งานขนส่งเครื่องจักรด้านการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า งานขนส่งปิโตรเคมี รวมถึงงานขนส่งโลจิสติกส์ทั่วไปที่เพิ่มมากขึ้น

โดยตลาดรถบรรทุกใน สปป.ลาว ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 350-500 คันซึ่งเป็นรถใหม่ ขณะที่อีกประมาณ 600-700 คันเป็นรถเก่าจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งแม้ว่าจะมีรถหลากแบรนด์ แต่จุดแข็งของวอลโว่ทรัคส์และยูดีทรัคส์คือเรื่องของการประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมกับการใช้งานที่สมบุกสมบันเข้ากับสภาพเส้นทางที่ค่อนข้างลำบากใน สปป.ลาว ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่เลือกใช้รถบรรทุกของวอลโว่และยูดีทรัคส์ในการขนส่ง
ฉลองชัยบอกด้วยว่า นอกจากบริษัท ยูเอ็มจี สปป.ลาว จะเป็นตัวแทนจำหน่ายวอลโว่ทรัคส์และยูดีทรัคส์แล้ว ยังมีงานความโดดเด่นในเรื่องบริการหลังการขายด้วยการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง ภายในศูนย์บริการมีคลังอะไหล่รองรับ สามารถดูแลรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บริการอย่างครบวงจร ปัจจุบันมี 2 ศูนย์บริการได้แก่ที่สาขาเวียงจันทน์และบ้านทวย ทั้งนี้ บริษัทยังมีทีมบริการนอกสถานที่อีก 8 ทีม เป็นพนักงานช่างเครื่องที่ชำนาญการกว่า 70 คน ที่พร้อมรับการซ่อมบำรุงเตรียมความพร้อมของรถบรรทุกทุกคัน
โดยในอนาคตวางแผนจะขยายสาขาศูนย์บริการไปยังบ้านแขก แขวงคำม่วน, ปากเซ แขวงจำปาสัก และที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ด้วยงบลงทุน 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อสาขา เพื่อให้การบริการหลังการขายครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการสำรองอะไหล่ยนต์และการจัดส่งอะไหล่ยนต์แบบเร่งด่วน เพื่อตอบสนองต่อการขนส่งที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากธุรกิจรถบรรทุกที่กำลังเติบโตแล้ว บริษัทด้านการขนส่งใน สปป.ลาว ก็กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ บริษัท สิทธิ โลจิสติกส์ ลาว จำกัด ที่เป็นบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและให้เช่ารถบรรทุกสินค้าตั้งแต่ขนาด 1-15 ตัน ในกลุ่มบริษัท ปิโตรเลียม เทรดดิ้ง ลาว มหาชน ซึ่งเริ่มต้นกิจกรรมขนส่งตั้งแต่ปี 2551 โดยในขณะนั้นเป็นแผนขนส่ง ขึ้นตรงกับฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท ปิโตรเลียม เทรดดิ้ง ลาว มหาชน ด้วยรถบรรทุก 10 ล้อเพียง 9 คัน
กิจการของบริษัท สิทธิ โลจิสติกส์ฯ ได้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปี 2558 มีการเพิ่มรถบรรทุกเป็น 95 คันเพื่อรองรับแผนการขยายงาน และได้ก่อตั้งบริษัท สิทธิ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อให้บริการรถบรรทุกขนส่งผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ โดยมีจำนวนรถบรรทุกให้บริการทั้งสิ้น 30 คัน มีสำนักงานใหญ่ที่จังหวัดขอนแก่น และมีสำนักงานควบคุมรถที่จังหวัดระยอง

เวียงคอน สิดทิไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทในกลุ่มสิทธิ โลจิสติกส์ กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะด้านการผลิตหรือการกระจายสินค้าต่างๆ ทางบริษัทจึงตั้งใจพัฒนาระบบโลจิสติกส์ใน สปป.ลาว ให้มีคุณภาพ และพร้อมรับการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างได้ โดยมีเป้าหมายคือการเป็นบริษัทขนส่งอันดับหนึ่งที่มีศักยภาพการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงทั่วทุกภูมิภาคภายในปี 2561
ปัจจุบันบริษัทใช้รถบรรทุกจากหลายแบรนด์ โดยคัดเลือกจากสมรรถนะที่เหมาะสำหรับการขนส่งทางไกล ซึ่งบริษัทสามารถติดตามการเดินทางและการขนส่งด้วยระบบจีพีเอส ที่รายงานสภาพเส้นทางจากแผนที่ดาวเทียมและตรวจสอบการเดินทางของรถและผู้ขับขี่ได้ตลอด 24 ชม. โดยมีการติดตามแบบเรียลไทม์ผ่านห้องควบคุมที่เวียงจันทน์ เพื่อให้การเดินทางขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถึงจุดหมายตามเวลาที่กำหนด
ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทสิทธิ โลจิสติกส์ ยังได้เริ่มโครงการศูนย์ฝึกอบรมพนักงานขับ พร้อมกับให้บริการปรึกษาด้านการบริหารกองรถขนส่งหรือ Fleet Management และสร้างสำนักงานควบคุมรถที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพิ่มอีก 1 แห่ง
ซึ่งจากการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และรถบรรทุกใน สปป.ลาว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยให้มีความเติบโตตามไปด้วย นับว่าเป็นผลดีอย่างมาก

