หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ ‘โตโยต้า’มุ่ง...

‘โตโยต้า’มุ่งพัฒนายานยนต์ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

30.03.23 | 12:34 น.

ประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเข้าร่วม COP26 ได้ประกาศเป้าหมายสำคัญคือประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

การไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน จะดูการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทยมาจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร

แต่สำหรับทางภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ถือว่าเป็นองค์กรชั้นนำให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 ได้จัดกิจกรรมครั้งสำคัญ เป็นความร่วมมือระหว่าง 4 บริษัทภาคี Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (คอมเมอร์เชียล เจแปน พาร์ทเนอร์ชิป เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่นหรือ CJPT) ประกอบด้วย บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ส จำกัด, บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, และบริษัท ไดฮัทสุ มอเตอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์ส จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถยนต์ ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมแนะนำรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สามารถตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายให้กับผู้ร่วมงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ประเภทองค์กร และบริษัทคู่ค้า

Advertisement

Commercial Japan Partnership Technologies Corporation หรือ CJPT ก่อตั้งในเดือนเมษายน 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการใช้เทคโนโลยีภายใต้แนวคิด CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) อย่างแพร่หลายในวงกว้าง เพื่อมุ่งลดปัญหาในระบบขนส่ง ตลอดจนบรรลุสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน หลังจากที่ได้มีการประกาศความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา CJPT กำหนดเป้าหมายในการมุ่งขยายพันธมิตรภายในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึงการจัดการด้านพลังงาน (Energy Solution) ทางเลือกด้านการขับเคลื่อน (Mobility Solution) เช่น การจัดสรรยานพาหนะตามเป้าหมายการใช้งานอย่างเหมาะสมและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ รวมไปถึงการบริการจัดการด้านข้อมูล (Data Solution) ผสานจุดแข็งของแต่ละบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน

บนเส้นทางเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ลูกค้าอาจมองหารถที่มีระบบส่งกำลังแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานและการใช้งานของลูกค้าในแต่ละประเทศหรือภูมิภาค โดยมีตัวเลือกต่างๆ หลากหลาย เช่น รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการนำเสนอทางเลือกด้านการขับเคลื่อนที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในภูมิภาคและความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โครงการ CJPT มุ่งหวังให้งานทดลองสมรรถนะรถยนต์ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรให้มากยิ่งขึ้น พร้อมช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการเร่งบรรลุเป้าหมายของโครงการ CJPT ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย

มร.ฮิโรกิ นากาชิมา ประธาน Commercial Japan Partnership Technologies Corporation เปิดเผยว่า “เรามุ่งมั่นที่จะตอบแทนสังคมด้วยการร่วมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในเอเชีย ผ่านการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงต่ำ และให้ประสิทธิภาพสูง ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง เราหวังเป็นอย่างยิ่งจะได้รับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ทดลองขับรถยนต์เหล่านี้ พิจารณาวิธีการที่เหมาะสมในการประสานความร่วมมือกัน เพื่อมุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป”

สำหรับโครงการ CJPT ที่เริ่มปักหมุดก้าวแรกจากประเทศไทยนั้น มีแผนจะเร่งเดินหน้าขยายการใช้เทคโนโลยีในการลดคาร์บอนสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยบูรณาการองค์ความรู้ ความร่วมมือ กับบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันเพื่อนำไปสู่การยกระดับชีวิตผู้คนในภูมิภาคเอเชียในท้ายที่สุด

โนริอากิ ยามาชิตะ

ขณะเดียวกัน นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวเปิดบูธโตโยต้าในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน 2566 ที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า บูธโตโยต้าในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ภายใต้แนวคิดมอเตอร์โชว์ “ทุกเส้นทางขับเคลื่อน มุ่งมั่นเพื่อโลกที่ดีกว่า” (Multi-ways for A Better World Drive) นำเสนอวิสัยทัศน์สู่การสร้างสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านหลากหลายทางเลือกด้านเทคโนโลยีอันไร้ข้อจำกัด พบยานยนต์ต้นแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก ได้แก่ ไฮลักซ์ รีโว่ บีอีวี คอนเซ็ปต์ (BEV Concept)-แอลพีจี เอชอีวี แท็กซี่ คอนเซ็ปต์ (LPG HEV Taxi Concept)-พรีอุส เอชอีวี คอนเซ็ปต์ (HEV Concept) และโคโรลล่า ครอส ไฮโดรเจน คอนเซ็ปต์

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวว่า โตโยต้าเริ่มผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานและลดการใช้คาร์บอนมานาน นับตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฮบริดตั้งแต่ปี 2009 ส่วนปิกอัพไฮลักซ์บีอีวีจะจำหน่ายเมื่อไหร่ จะภายในปีนี้หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่จะพยายามนำมาจำหน่ายให้เร็วที่สุด เพราะโตโยต้าอยากสร้างรถที่ทำให้คนไทยมีความสุข สร้างรอยยิ้มให้คนไทย พยายามจะเร่งผลิตรถที่ลดการปล่อยคาร์บอนออกมาให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวโน้มตลาดรถยนต์ปีนี้จะเป็นอย่างไร และจะเริ่มมีการเลือกตั้ง อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลใหม่

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐบาลสนับสนุนเทคโนโลยีอื่นๆ นำไปสู่การสร้างสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างแท้จริง ควรส่งเสริมเทคโนโลยีประเภทอื่นๆ ด้วย นอกจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฟฟ้าหรือบีอีวี จะเห็นได้ว่าทางโตโยต้าพยายามผลิตรถยนต์เทคโนโลยีหลากหลายให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน จึงอยากพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ช่วยส่งเสริมเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย เช่น ไฮโดรเจน

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวว่า เมื่อปลายปี 2565 นายอากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาประเทศไทย และได้เห็นว่ารถแท็กซี่ในประเทศไทยแทบจะทั้งหมดใช้รถยนต์โตโยต้า จึงเห็นว่าควรสนับสนุนรัฐบาลไทยให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน โตโยต้าจึงผลิต แจแปน แท็กซี่ เป็นรถยนต์ไฮบริดใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์การใช้งานแต่สำหรับในประเทศไทยยังติดกฎเกณฑ์ ข้อกำหนดการเป็นรถแท็กซี่จะต้องมีเครื่องยนต์ไม่ต่ำกว่า 1.6 ลิตร นอกจากนี้ มิติตัวรถก็มีข้อกำหนดเอาไว้ หากเป็นเช่นนี้คงเป็นเรื่องยาก หากจะนำแจแปน แท็กซี่ เอามาทำแท็กซี่ในเมืองไทย จึงอยากฝากถึงรัฐบาลไทยว่า หากจะสนับสนุนเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนให้หลากหลาย ก็น่าจะสนับสนุนเรื่องเหล่านี้

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวว่า สำหรับแจแปน แท็กซี่มีจุดเด่นทั้งความกว้างขวาง และเป็นรถไฮบริดใช้แอลพีจี ส่วนรถยนต์ไฮโดรเจนโตโยต้าเอามาทดสอบวิ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่พัทยา คงต้องคุยกับทางรัฐบาลไทยว่ามีนโยบายส่งเสริมหรือไม่ อย่างไร และโตโยต้าจะตัดสินใจว่าจะนำเข้ามาทำตลาดในไทยลักษณะไหน

“การปล่อยคาร์บอนต้องใช้เวลากว่า 100 ปี กว่าจะหมดไป ดังนั้นการลดการปล่อยคาร์บอนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นความเป็นกลางทางคาร์บอนจึงเป็นไปได้มากกว่า เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นควันพิษที่เป็นปัญหาในประเทศไทยขณะนี้ ดังนั้นการนำรถที่ลดคาร์บอนเป็นไปได้มากกว่าวิธีอื่น” นายโนริอากิ ยามาชิตะ กล่าว