ระยะหลังไม่กี่ปีมานี้ค่ายดาวสามแฉกเปิดตัวรถรุ่นใหม่ออกมาเป็นว่าเล่น จากในอดีตจะเห็นแต่รุ่น ซีคลาส อีคลาส และเอสคลาส แต่เดี๋ยวนี้ซอยยิบย่อยออกมาเป็นรุ่นต่างๆ มากมายนับสิบรุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์
เมื่อมาผสมผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเครื่องยนต์และพลังงาน จึงเป็นที่มาของรุ่นจีแอลอี 500 อี โฟร์เมติก เอ็กซ์คลูซีฟ (GLE 500 e 4MATIC Exclusive) และ จีแอลอี 500 อี โฟร์เมติก เอเอ็มจี ไดนามิก( GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic)
รูปลักษณ์ภายนอกตกแต่งด้วยกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียมแบบ 2 แถบ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง กันชนด้านหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยโครเมียม ขอบหน้าต่างแบบโครเมียม ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ ไฟหน้าแบบแอลอีดี อินเทลลิเจนท์ ไลต์ ซิสเต็ม (LED Intelligent Light System)

ไฟเดย์ไทม์ (daytime) สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ บันไดข้างสแตนเลสดีไซน์สปอร์ต พร้อมปุ่มยางกันลื่น
GLE 500 e 4MATIC Exclusive จะมาพร้อมกับล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว สีเทา หิมาลายาส เกรย์ (Himalayas grey) ส่วน GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic จะเพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว สีเทาไทเทเนียม เกรย์ (titanium grey) ชุดแต่ง เอเอ็มจี บอดี้สไตลิ่ง (AMG bodystyling) บริเวณกันชนหน้า-หลัง ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า
หลังคาพาโนรามิกซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof)

ภายในหรูหรา ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับด้านบนของคอนโซลหน้า และด้านบนของแผงหุ้มประตูหุ้มด้วยหนัง อาร์ติโก (Artico) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบผ่อนแรงและปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ
มีปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ (Push start) เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์เบนซ์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นปุ่มสตาร์ตเกือบหมดแล้ว ส่วนระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ เทอร์เมติก (THERMATIC) แบบ 2 โซน และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่บลูทูธ
มาพร้อมกับระบบคอมมานด์ ออนไลน์ (COMAND Online) ระบบเสียงรอบทิศทาง ฮาร์มาน การ์ดอน ลอจิก 7 (Harman Kardon Logic 7) และฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS)

นอกจากนี้ ห้องโดยสารภายในของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ใส่ของ แถมเติมความสุนทรีย์ให้สมกับความเป็นรถหรู ด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 3 สี
ในด้านเทคโนโลยี GLE 500 e 4MATIC มาแบบเต็มสูบยังสามารถเลือกโหมดการทำงานของระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-In HYBRID) ได้ถึง 4 แบบ คือ
ไฮบริด (HYBRID) รูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบจะเน้นใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากไฟในแบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% ระบบจะใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน

อี-โหมด (E-MODE) สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้จนถึงความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางสูงสุด 30 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย แต่จะขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้ โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง การทำงานของระบบนี้สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้ขับขี่จะต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที
อี-เซฟ (E-SAVE) ในขณะเริ่มต้นใช้อี-เซฟ ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ไฮ-โวลต์ (high-volt) ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้น ระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น เช่น ถ้าวางแผนการเดินทางล่วงหน้าว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ไฮ-โวลต์จนเต็มแล้ว ควรเลือกอี-เซฟเริ่มต้นเดินทางก่อนเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดจะใช้อี-โหมดสำหรับการเดินทางในเมืองได้เต็มที่
ชาร์จ (CHARGE) การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ไฮ-โวลต์จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเลย เพื่อให้ชาร์จกระแสไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ไฮ-โวลต์อย่างต่อเนื่อง แรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าสะสมไว้ในแบตเตอรี่ และจะแปลงพลังงานจลน์จากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบอี-เซฟ โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC มาพร้อมกับระบบไดนามิก ซีเล็กต์ (Dynamic Select) มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ อินดิวิดวล (Individual) สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ คอมฟอร์ต (Comfort) อารมณ์เหมือนขับรถเก๋งซาลูน สลิพเพอรี (Slippery) เหมาะกับการวิ่งบนถนนลื่น สปอร์ต (Sport) และ สปอร์ต พลัส (Sport+) ให้อารมณ์เร้าใจ
ระบบความปลอดภัยใหม่ขนกันมาแบบเต็มพิกัด แถมเป็นการผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่าระบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อินเทลลิเจนท์ ไดรฟ์ (Mercedes-Benz Intelligent Drive) มีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมฟังก์ชั่น อิเล็กทรอนิก แทรคชั่น ซิสเต็ม โฟร์อีทีเอส (Electronic Traction System 4ETS) ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ หรือ พรี-เซฟ ซิสเต็ม (PRE-SAFE system) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP) ระบบกันสะเทือนแบบแอร์เมติก (AIRMATIC) ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind assist) ระบบเบรกอะแดปทีฟ เบรก (ADAPTIVE BRAKE) พร้อมฟังก์ชั่น โฮลด์ (HOLD) และ ฮิล สตาร์ท แอสสิสท์ (Hill-start Assist) หรือระบบช่วยออกตัวบนเนิน
ไฟเบรกกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system-ABS) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Acceleration skid control-ASR) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำรถ เข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) เป็นต้น

GLE 500 e 4MATIC ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบวี เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ 6 สูบ ความจุ กระบอกสูบ 2996 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุด 333 แรงม้า และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 116 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 245 กม/ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ เซเว่นจี-ทรอนิก พลัส (7G-TRONIC PLUS) แบบไดเร็กต์ ซีเล็กต์(DIRECT SELECT) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง มีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ปลอดภัย แบตเตอรี่นี้สามารถชาร์จไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกล 30 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม.
สำหรับราคา รุ่น GLE 500 e 4MATIC Exclusive ราคา 4,490,000 บาท และรุ่น GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic ราคา 4,990,000 บาท

โดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์หรูมาแบบครบเครื่องทั้งเทคโนโลยี ความสะดวกสบาย สมรรถนะเครื่องยนต์และการขับขี่ แถมมีเรื่องประหยัดพลังงานเติมมาให้อีก เป็นอีกหนึ่งผลงานอันโดดเด่นจากค่ายดาวสามแฉก

