‘ริดดารา RD6’ กระบะไฟฟ้า บุกเมืองไทย-จะขายให้ใคร?

3.11.24 | 13:31 น.
‘ริดดารา RD6’ กระบะไฟฟ้า บุกเมืองไทย-จะขายให้ใคร?

‘ริดดารา RD6’ กระบะไฟฟ้า
บุกเมืองไทย-จะขายให้ใคร?

ตลาดรถกระบะเมืองไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ RIDDARA (ริดดารา) แบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY Holding Group (จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป) กลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำจากจีน เผยโฉม RIDDARA RD6 (ริดดารา อาร์ดี 6) รถกระบะไฟฟ้า 100% นำเข้าคันแรกของไทย ชูนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ผสานศักยภาพรถกระบะและรถพลังงานไฟฟ้า

ดร.หลิง ซื่อ เฉวียน ประธานกรรมการบริหาร RIDDARA New Energy Automobile เปิดเผยถึงภาพรวมและแนวทางการดำเนินงานของแบรนด์ ริดดาราว่า เป็นแบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้า นำความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของกลุ่ม GEELY Holding มาเป็นพื้นฐานการสร้างสรรค์กระบะพลังงานไฟฟ้า เปิดตัวอย่างเป็นทางการในจีนปี 2022

ปัจจุบัน GEELY Holding Group บริหารแบรนด์รถยนต์หลายแบรนด์ หลายเซ็กเมนต์ อาทิ ZEEKR, LYNK&CO,VOLVO, POLESTAR, รวมไปถึง LOTUS สำหรับ RIDDARA มุ่งเน้นรถกระบะพลังงานใหม่ ปี 2023 ที่ผ่านมา RIDDARA ครองตำแหน่ง China’s NO.1 EV-pickup รถกระบะไฟฟ้ายอดขายอันดับหนึ่งในจีน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มรถกระบะในจีนมากกว่า 60% และมีแผนจะเปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้า มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมแผนขยายธุรกิจทุกภูมิภาคทั่วโลก

Advertisement

ปัจจุบัน RIDDARA เปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้าแล้วในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ส่วนในประเทศไทย RIDDARA จะดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ริดดารา ออโต้โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งเป้าหมายยอดขายในประเทศไทยภายใน 1 ปีจากนี้ ไว้ที่ 10,000 คัน มาจากรถกระบะไฟฟ้า 100% ในรุ่น RIDDARA RD6 เป็นหลัก

ส่วนแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย บริษัทได้เซ็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายแล้ว 29 ราย ปี 2567 จะมี 30 ราย ส่วนปี 2568 จะเพิ่มอีก 20 ราย เป็น 50 ราย เน้นบริการหลังการขาย

การบริหารงานและศูนย์จำหน่ายและบริการของ RIDDARA ภายใต้เครือ GEELY Holding Group แม้จะมีหลายแบรนด์ แต่แยกการบริหารงานด้านการจำหน่ายและการตลาดชัดเจน ในอนาคตอาจใช้ระบบหลังบ้านร่วมกัน ทั้งบริการหลังการขายและการขนส่งชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อให้บริหารจัดการต้นทุนได้ดี และอนาคตอาจรวมโชว์รูมกัน แต่จะแยกบริหารงานกัน

ในด้านสมรรถนะการขับขี่ RIDDARA RD6 ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลา 4.5 วินาที แรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้าย พร้อมระบบป้องกันการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ทั้งในขณะจอดรถ ล็อกรถ ชาร์จไฟ หรือแม้กระทั่งขณะขับรถ มาพร้อมการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent ทำให้เกิดความเงียบแตกต่างจากรถกระบะที่เคยคุ้นเคยกัน หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ แอปเปิล คาร์เพลย์ และคาร์บิท ลิงก์ พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W มีระบบปรับอากาศแบบ ดูอัล โซน มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มีระบบกรองอากาศ CN95 ฟิลเตอร์กรอง PM 2.5 เบาะหนัง ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา ปรับแต่งเพิ่มพื้นที่การใช้งานหลากหลาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง

RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ มีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนแตกต่างกัน (Sand/Mud/Off-road/Wading/Economy/Comfort/Sport) สามารถลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร พื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร สามารถลากจูงได้สูงสุด 3,000 กิโลกรัม พร้อมบันไดท้ายซ่อนภายในประตูท้ายกระบะ ให้การขึ้นลงท้ายกระบะสะดวก

ระบบความปลอดภัยรอบคัน มีระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ กล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา ถุงลมนิรภัย 6 จุด ตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้ามีความแข็งแรงสูงคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ มี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่าย รุ่น 2WD 63kWh วิ่งได้ไกล 373 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (NEDC) ราคา 899,000 บาท รุ่น 2WD 73kWh วิ่งได้ไกล 461 กม. ราคา 999,000 บาท รุ่น 4WD 73kWh วิ่งไกล 424 กม. ราคา 1,149,000 บาท และรุ่น 4WD 86kWh วิ่งไกล 455 กม. ราคา 1,299,000 บาท

โดยรวม ริดดารา น่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัวรุ่นใหม่ ไลฟ์สไตล์ชอบขับลุยเที่ยวต่างจังหวัดในสภาพถนนไม่ใช่แนวออฟโร้ด และก็ต้องไม่ไกลจากเมืองมาก เพราะด้วยข้อจำกัดเป็นรถไฟฟ้า 100% ยังหาจุดชาร์จไม่สะดวก และแบตเตอรี่ยังวิ่งได้ไม่ไกล แถมยังบรรทุกหนักๆ วิ่งลุยเส้นทางโหดๆ คงไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับพลังดีเซลของกระบะปัจจุบัน

แต่สำหรับใครชอบรถกระบะอยู่แล้ว แถมมีสิ่งอำนวยความสะดวกมีลูกเล่นหลากหลาย สไตล์รถอเนกประสงค์แบบเอสยูวี แต่มีที่ใส่ของกว้างหน่อย แต่ไม่มีหลังคาก็คือกระบะท้าย แถมมีเสียงเงียบ ก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่น่าสนใจไม่น้อย