ประกาศกร้าวต่อหน้าสื่อมวลชนไทยนับสิบคนว่า “นิสสันจะกลับมาแกร่งอีกครั้ง” อันตวน บาร์เตส เอ็มดี บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2559
สาเหตุที่ทำให้นิสสันมั่นใจขนาดนั้น เป็นเพราะการเปิดตัวรถยนต์นิสสัน โน๊ต คอมแพคท์ แฮทช์แบ็ก รถยนต์ 5 ประตู น้องนุชสุดท้องของค่ายนิสสัน

กลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายถูกงัดขึ้นมาใช้ ตั้งแต่การเลื่อนเปิดตัวให้เร็วขึ้น แม้ว่ารถยนต์เพิ่งส่งมอบได้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
การปลุกพลังดีลเลอร์ให้เกิดความคึกคักอยากขาย นิสสัน โน๊ต อีโคคาร์ เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดของนิสสันต่อจากนิสสัน มาร์ช และอัลเมรา ที่กำลังไล่ล่ายอดขายอย่างเมามันในตลาดรถกลุ่มนี้

เป็นการต่อยอดโดยพัฒนารถอีโคคาร์จากเดิมในทุกด้าน ด้วยแนวคิดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคตของนิสสัน (Nissan Intelligent Mobility) แนวทางหลักที่นิสสันใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
จุดขายของนิสสัน โน๊ต ใหม่คือบรรจุเทคโนโลยีด้านการขับขี่เสริมความปลอดภัย หรืออินเทลลิเจนต์ ไดรวิ่ง (Intelligent Driving) ถือว่าเป็นครั้งแรกในรถอีโคคาร์ ได้แก่

ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – AVM) มองเห็นได้ทุกจุดรอบคัน ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน MOD (Moving Object Detection) แสดงผลที่กระจกมองหลัง ส่วนใหญ่อุปกรณ์นี้จะอยู่ในรถยนต์หรู
ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning (FCW) เซ็นเซอร์จากกล้องด้านหน้ารถจะตรวจจับบุคคลและยานยนต์บริเวณหน้ารถแล้วส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) ทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถบรรเทาอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดจากการชนยานยนต์และคน

ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง (Lane Departure Warning) ระบบจะเตือนผู้ขับขี่ด้วยเสียงและสัญญาณไฟบริเวณหน้าปัดเมื่อรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม.
ส่วนรูปลักษณ์ภายนอก กระจังหน้าแบบ วี-โมชั่น (V-Motion) ช่องกันชนด้านล่างแบบโครเมียม โคมไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็กเตอร์ พร้อมแอลอีดี ซิกเนเจอร์ ไลต์ (LED Signature Light) ไฟตัดหมอกคู่หน้า ไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำได้
ออกแบบด้านข้างให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ต่ำ 0.30 ทำให้รถทรงตัวดีแม้ในช่วงความเร็วสูง ลดเสียงรบกวน และประหยัดเชื้อเพลิง มือจับประตูโครเมียม กระจกข้างสีเดียวกับตัวรถ พับและปรับด้วยไฟฟ้า ติดตั้งไฟเลี้ยวบนฝาครอบกระจก
ด้านหลังติดสปอยเลอร์ ในรุ่น VL ไฟท้าย LED แบบซิกเนเจอร์ รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรกแบบ LED
จุดเด่นของรถยนต์นิสสันรุ่นใหม่แทบทุกรุ่นอีกเรื่องคือความกว้างของห้องโดยสาร ภายในออกแบบด้วยโทนสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ส่วนวัสดุตกแต่งคอนโซลกลางสีเปียโน แบล๊ก

พวงมาลัยรูปทรงสปอร์ตแบบ ดี-เชป (D-Shape) ปรับสูง-ต่ำได้ รุ่น VL เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและระบบเชื่อมต่ออื่นๆ
มาตรวัดเรืองแสงอัจฉริยะมัลติฟังก์ชั่น ดิสเพลย์ (MID) แสดงข้อมูลการขับขี่ เสียงสัญญาณเตือนลืมปิดไฟหน้า ระบบเตือนเมื่อลืมกุญแจ
ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบตั้งเวลาหน่วง และที่ปัดน้ำฝนด้านหลังแบบหน่วงเวลา ระบบไล่ฝ้ากระจกหลังแบบตั้งเวลา
กระจกไฟฟ้ารอบคัน พร้อมระบบป้องกันการหนีบ (Anti-jam Protection) ด้านคนขับ กระจกมองหลังในรุ่น VL ตัดแสงอัตโนมัติ
เบาะผ้าสีดำตกแต่งขอบด้วยสีเบจ เบาะหลังรุ่น VL ปรับแยกแบบ 60 : 40 รุ่น V พับแบบชิ้นเดียว

ระบบความบันเทิงในรุ่น V ติดตั้งวิทยุ ซีดี เอ็มพี 3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ AUX USB ลำโพง 4 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น VL ติดตั้ง วิทยุ ซีดี เอ็มพี 3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอ LED แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ระบบเชื่อมต่อ AUX USB บลูทูธ และช่องเชื่อมต่อ AV-in HDMI ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบบลูทูธ ลำโพง 4 ตำแหน่ง พร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ที่พวงมาลัย
ประตูผู้โดยสารด้านหลังเปิดได้กว้างถึง 85 องศา สะดวกในการเข้า-ออก และการขนสัมภาระขนาดใหญ่

ขนาดตัวถังยาว 4,105 มม. กว้าง 1,695 มม. และสูง 1,535 มม. ระยะฐานล้อ 2,600 มม. ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,480 มม. คู่หลัง 1,485 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 155 มม.
ด้วยระยะฐานล้อที่ยาว ทำให้ยืดระยะห่างระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลังได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มพื้นที่ช่วงขา รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร และพวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนียน พร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) ช่วยให้คล่องตัว

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และระบบลดความรุนแรง ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) อื่นๆ อีก ได้แก่
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบโซน บอดี้ คอนเซ็ปต์ (Zone Body Concept) เพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และกระจายแรงกระแทก ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า ปรับสูง-ต่ำได้ เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าเป็นแบบ ELR 3 จุด แบบดึงกลับอัตโนมัติและผ่อนแรงอัตโนมัติ ด้านหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง มีจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ไอโซฟิกซ์ (ISOFIX) ระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากภายในรถ
ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบแอลอีดี เบรกหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อน ด้านหลังดรัมเบรก
มีระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ลดปัญหารถไหลเมื่อออกตัว ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ (Push Start Button) กุญแจรีโมตอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer

เครื่องยนต์เบนซิน HR12DE 3 สูบ แถวเรียง DOHC (Double Overhead Camshaft) 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ขนาด 1,198 ซีซี พร้อมหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ มัลติพอยท์ กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที มีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งหรือไอดลิ้งสต๊อป (Idling Stop) ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน แต่ถ้าใครไม่ชอบก็สามารถเปิด-ปิดระบบการทำงานได้ เครื่องยนต์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานไอเสียยูโร 4
ระบบเกียร์แบบเอ็กซ์ทรอนิก ซีวีที ดี-สเต็ป ลอจิก (XTRONIC CVT D-Step Logic) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง
ช่วงล่างด้านหน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง ทอร์ชั่น บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล แต่ยึดเกาะถนน มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียน เรด สีชมพู สวีต พิงค์ สีม่วง พลัม สีขาว ไวท์ เพิร์ล สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีดำ แบล๊ก สตาร์ โดยมี 2 รุ่นย่อย คือ 1.2 V ราคา 568,000 บาท และ 1.2 VL ราคา 640,000 บาท
ถือว่านิสสัน โน๊ต เป็นการสร้างมาตรฐานรถอีโคคาร์ให้อัพสเต็ปขึ้นไปอีกขั้นในทุกๆ ด้าน

