เปิดแผน‘มาสด้า’ติดดาบ!
สู้ศึกตลาดรถยนต์เมืองไทย
ท่ามกลางการแข่งขันตลาดรถยนต์เมืองไทยเป็นไปอย่างดุเดือด หลังจากค่ายรถยนต์จากจีนกรีธาทัพบุก ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี และรถยนต์ประเภทต่างๆ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้ค่ายรถยนต์จีนเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นอย่างหนัก ทุกค่ายจึงต้องเร่งปรับตัวรับมือ
บางรายถึงขั้นม้วนเสื่อกลับบ้าน ประกาศปิดโรงงานในประเทศไทย แต่บางรายก็งัดกลยุทธ์ออกมาสู้ เพื่อความอยู่รอดและรักษาส่วนแบ่งตลาด หรือมาร์เก็ตแชร์ เอาไว้ให้ได้
สำหรับค่ายมาสด้า ยังคงเชื่อมั่นประเทศไทย ใช้เป็นฐานการผลิต 1 ใน 4 โรงงานของโลก ได้แก่ จีน เม็กซิโก สหรัฐ และไทย
เพราะยังมั่นใจว่าลูกค้าคนไทยยังคงชื่นชอบรถยนต์มาสด้า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตรถยนต์โดยยึดเอาคนเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ ทำให้มาสด้าเป็นรถยนต์นั่งสบาย

หลังจากเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025มาสด้าแถลงข่าวใหญ่ ประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ดีลเลอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญสุดในรอบทศวรรษ
พร้อมประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 5 รุ่น ภายในปี 2028 ประกาศทุ่มเงินลงทุนอีกกว่า 5,000 ล้านบาท ผลักดันโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ หรือ xEVs ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คอมแพกต์ เอสยูวี (Compact SUV) หรือบี-เอสยูวี (B-SUV) สามารถผลิตได้ 100,000 คันต่อปี เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน มาสด้าก็ยังเดินหน้าพัฒนาแบตเตอรี่แพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นสูงควบคู่กันไปด้วย เพื่อรองรับขนาดรถยนต์ได้หลากหลาย อัพเกรดแบตเตอรี่ได้ทุกรูปแบบในอนาคต โดยมาสด้าลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ที่อิวากิ, ยามากุจิ โดยร่วมมือกับพานาโซนิก
ล่าสุด ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ออกมาตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสด้า ภายใต้กลยุทธ์ Lean Asset Strategy (ลีน แอสเสต สตราติจี) หรือกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์แบบลีน หรือกลยุทธ์การใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ
มาผนวกกับ กลยุทธ์ มัลติ-โซลูชั่น (Multi-Solution) หรือกลยุทธ์การแก้ปัญหาที่หลากหลาย หรือกลยุทธ์แบบผสมผสาน จะพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทั้งเทคโนโลยี พันธมิตรทางธุรกิจ และที่สำคัญคือลูกค้า
ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ เล่าภาพรวมมาสด้าทั่วโลก เพื่อก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า ด้วยแนวทาง มัลติ-โซลูชั่น นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายรุ่น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%
ควบคู่กับการใช้ โมโนซึกุริ อินโนเวชั่น 2.0 (Monozukuri Innovation 2.0) เป็นการผสมผสานแนวคิด โมโนซึกุริ ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หมายถึงแนวคิดการผลิตของญี่ปุ่นเน้นคุณภาพ ความแม่นยำ ความทุ่มเท และความภาคภูมิใจ ในงานฝีมือการผลิตคุณภาพสูงและความใส่ใจในรายละเอียด เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการผลิต
เป็นการนำเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้ในการผลิต เช่น การใช้ IoT, บิ๊ก ดาต้า, เอไอ, และออโตเมชั่น หรือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ มาใช้ในการผลิตรถยนต์
โดยนำเทคโนโลยี เอไอ และ Model-Based Development (MBD) มาช่วยออกแบบและจำลองระบบรถทั้งคันก่อนสร้างจริง ทำให้สามารถเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วขึ้นถึง 3 เท่า และลดต้นทุนในระยะยาว
นำมาผนวกกับแนวทางอินเตอร์เนชั่นแนล ฟอลโลเวอร์ แอพโพรช (Intentional Follower Approach) การศึกษาตลาดอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ดีที่สุด
วางเป้าหมายภายในปี 2030 มาสด้าจะมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบขับเคลื่อน 100% ของยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด
ขณะนี้ มาสด้ากำลังเดินหน้าตามแผนพัฒนา xEVs ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ 3 เฟส ประกอบด้วย
เฟสที่ 1 ช่วงเตรียมความพร้อม ปี 2022-2024 เฟสที่ 2 ปี 2025-2027 ในขณะนี้ การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจาก เทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ หรือบีอีวี (BEV) หรือรถไฟฟ้า 100% หรืออีวี (อีวี) จนถึงเฟสที่ 3 ปี 2028-2030 เป็นการแนะนำรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับประเทศไทยตลาดหลักที่สำคัญอันดับต้นๆ มาสด้าจะเริ่มเปิดตัวแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นมาสด้า 6e ในปีนี้ เป็นรถไฟฟ้าเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มาสด้า และฉางอาน พันธมิตรจากประเทศจีน
มาสด้าวางไทม์ไลน์ไว้คือระหว่าง ปี 2025-2028 คือ ปี 2025 เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น มาสด้า 6e ปี 2026 เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตัวถังเอสยูวี และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ตัวถัง เอสยูวี ปี 2027 เปิดตัวรถยนต์ ไฮบริด/ไมลด์ไฮบริด (HEV/MHEV) ตัวถัง
เอสยูวี และปี 2028 เปิดตัวรถยนต์ ไฮบริด/ไมลด์ไฮบริด (HEV/MHEV) ตัวถัง เอสยูวี
ในส่วนตลาดเมืองไทย “ธีร์” ยอมรับว่า แม้ว่าเราเคยขายได้สูงสุดถึงปีละกว่า 7 หมื่นคัน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป มาสด้าก็จะยังคงยืนหยัดดูแลลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างเหนียวแน่น เป้าหมายยอดขายปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 คัน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขายได้ประมาณ 9,220 คัน ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายของมาสด้าลดลงกว่า 27% จากตลาดรวมปีนี้คาดการณ์ 580,000 คัน ใกล้เคียงปีที่แล้ว
“ธีร์” บอกว่า ปัจจัยสำคัญกระทบยอดขายมาสด้าในไทยคือ มาสด้าไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าขาย ขณะที่รถอีวีกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดรถยนต์ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จากสถานการณ์เศรษฐกิจกำลังซื้อชะลอตัวอย่างมาก ไฟแนนซ์เข้มงวด ภาวะหนี้สินสูง ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน
แต่นับจากนี้ไป มาสด้าประกาศเตรียมเดินหน้าผลิตรถยนต์เทคโนโลยีใหม่ให้ตรงความต้องการลูกค้า
อย่างไรก็ตามในระหว่างรอรถรุ่นใหม่กำลังจะมามาสด้าได้งัดกลยุทธ์ใช้วิธีปรับปรุงรถยนต์รุ่นปัจจุบัน ด้วยความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสกายแอ๊กทีฟ
จึงเป็นที่มาของแนวคิด “Essential Series”(เอสเซนเชียล ซีรีส์) ปรับปรุงทั้ง มาสด้า 2 ซีเอ็กซ์-3 ซีเอ็กซ์-30 ออกมาเป็นรุ่นใหม่ ปรับราคาลง โดยไม่ลดสเปก แต่เพิ่มความคุ้มค่าด้วยการจัดอุปกรณ์ใหม่ให้เหมาะสมในแต่ละรุ่นย่อย
ทั้งมาสด้า 2 แม้ยอดขายลดลง 21% จากปัญหาสต๊อกและสายการผลิตหยุดชะงัก แต่เริ่มฟื้นตัวหลังเปิดตัวรุ่น เอสเซนเชียล ใหม่เช่นเดียวกับ CX-5 หลังจากปรับราคาลงมาและปรับอุปกรณ์ ทำให้ยอดขายเติบโตถึง 196% ส่วน CX-3 ก็เติบโตถึง 68% จากปรับราคาลงมาและปรับอุปกรณ์เหมือน CX-5
รวมทั้งกลยุทธ์ การเปิดตัวรุ่น ซิกเนเจอร์ (Signature) หลังคาดำ ได้รับความนิยมอย่างมาก
ส่วนรถกระบะ BT-50 แม้ยอดขายไม่หวือหวา เพราะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ แต่ก็ยังคงขายได้ต่อเนื่อง เพื่อเสริมไลน์อัพให้ผู้แทนจำหน่าย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
ล่าสุด มาสด้าเตรียมรุกตลาดอีกครั้ง เตรียมออกรุ่นใหม่ CX-30 เอสเซนเชียล ปรับราคาลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
โดยสรุปรถมาสด้ารุ่นใหม่ มีแผนจะเปิดตัว 5 รุ่นใหม่ภายใน 3 ปี (2568-2570) ยกระดับสู่แบรนด์เทคโนโลยีสะอาด ประกอบด้วย BEV 2 รุ่น คือ มาสด้า 6E (EZ6) รถซีดานพลังงานไฟฟ้า และรถเอสยูวี ครอสโอเวอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ เตรียมเปิดตัวปี 2569 ทั้งคู่จะนำเข้ามาจำหน่าย ราคาสูงกว่า 1 ล้านบาท เจาะกลุ่มบน ไม่เน้นแข่งขันในตลาดแมส
ส่วนรถแพลตฟอร์ม อีวี มาสด้าจะพัฒนาเองทั้งหมด จะเปิดตัวในปี 2570 รุ่นปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 1 รุ่น ใช้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น CX-60-CX-90 และรถไฮบริด (HEV) 2 รุ่น เปิดตัวในปี 2569-2570 ใช้ระบบ อิน-เฮาส์ ไฮบริด ซิสเทม (In-house Hybrid System) พร้อมเครื่องยนต์ สกายแอคทีฟ-จี และสกายแอคทีฟ-ซี หรือสกายแอคทีฟ-แซด (Skyactiv-Z) สุดยอดเครื่องยนต์ในอุดมคติ เป็นการผสมผสานจุดเด่นระหว่างสกายแอ๊กทีฟกับไฮบริด เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานสูงสุด
สำหรับ รถคอมแพกต์ เอสยูวี ไฮบริด กำลังจะเปิดตัว จะผลิตในไทย และเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังหลายประเทศ มีเป้าหมายกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี เริ่มต้นในปี 2027
ส่วนด้านบริการหลังการขาย ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์กล่าวว่า ขณะนี้มีลูกค้ามาสด้าที่มีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ประมาณ 2 แสนคัน ขณะที่มาสด้าสามารถให้บริการลูกค้าได้ 2-3 แสนคัน จึงยืนยันว่ามาสด้ามีความพร้อมจะเน้นรักษาฐานลูกค้า โดยยังคงเน้นรูปแบบ มาสด้าแฟมิลี่
เป็นจุดแข็งที่มาสด้าต้องรักษาไว้ และจะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เว็บไซต์ใหม่กำลังพัฒนา เวอร์ชวล โชว์รูม (Virtual Showroom) และแอพพ์ สกาย เจอร์นีย์ (Sky Journey) โดยจะมี
ฟังก์ชั่นนัดหมายบริการออนไลน์
ยังมีโปรแกรม มาสด้า วารันตี พลัส (Mazda Warranty Plus) ขยายความคุ้มครองเป็น 5 ปี สำหรับ 4 ระบบหลัก มีเงื่อนไข เช่น ต้องเข้าศูนย์บริการตามกำหนด ขณะนี้มีลูกค้าลงทะเบียนกว่า 17,000 รายแล้ว เพียงแค่ 3 เดือนแรก
นอกจากนี้ยังพยายามลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของลูกค้าทุกรูปแบบ ทั้งวางมาตรฐานค่าแรงซ่อมแบ่งเป็น 2 ระดับ ต่างจังหวัดราคา 600 บาท และกรุงเทพฯ 680 บาท ปรับลดลงจากเดิม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานการซ่อมบำรุง
ปรับปรุงอัตราความพร้อมอะไหล่ (Part Fill Rate) สูงถึง 97% สามารถตอบสนองการสั่งซื้ออะไหล่ได้ทันทีเกือบทั้งหมด อะไหล่ในกรุงเทพฯส่งถึงวันถัดไป ส่วนต่างจังหวัดส่งภายใน 48 ชั่วโมง
ยังมีการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลไม่มีโชว์รูมหรือศูนย์บริการ จะมอบคูปองน้ำมัน 500 บาท สำหรับลูกค้าที่ขับรถข้ามจังหวัดมายังศูนย์บริการในระยะทางไปกลับเกินกว่า 100 กม. หรือหากไม่มีศูนย์บริการอยู่ใกล้ ก็จะมีรถโมบายเซอร์วิสไปให้บริการถึงที่
ปัจจุบันมาสด้ามีโชว์รูม 85 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 19 แห่ง ต่างจังหวัด 66 แห่ง ล่าสุดมีการเปิดโชว์รูมใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ รัตนาธิเบศร์ นครศรีธรรมราช ปากช่อง และปักธงชัย จ.นครราชสีมา และมีแผนเตรียมจะขยายเพิ่มอีก
“ยืนยันว่ามาสด้าจะพยายามทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า และพัฒนารถยนต์คุณภาพสำหรับลูกค้าคนไทยต่อไป” ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวทิ้งท้าย
นายพล

