ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยคลอดมติ ครม.ออกมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย (Motor Driven Vehicle) ในประเทศไทย เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษ โดยรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน ลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากอัตราปกติลงกึ่งหนึ่งและรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากอัตราปกติเหลือร้อยละ 2 มีเงื่อนไขว่าจะต้องผ่านการอนุมัติโครงการจากบีโอไอ และมีการผลิตและใช้แบตเตอรี่ในประเทศ ในปีที่ 5
โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่าหน่วยงานภาครัฐจะดำเนินงานอย่างบูรณาการครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทาน (Supply) มาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ (Demand) การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว และมาตรการสนับสนุนอื่นๆ
แถมยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทาน (Supply) โดยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาเปิดให้ส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตไฟฟ้าและชิ้นส่วนของรถยนต์ โดยครอบคลุมทุกประเภทกิจการ
แต่ในแง่ของนักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองว่า มาตรการของภาครัฐที่ออกมา ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ โดยเฉพาะล่าสุด คาร์ลอส กอส์น ประธานเรโนลต์ บิ๊กบอสค่ายนิสสัน มิตซูบิชิ และเป็นผู้ถือหุ้นในอีซูซุในญี่ปุ่น ได้เดินทางมาประเทศไทย และมีความเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ โดยเสนอให้รัฐบาลเปิดกว้างให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่แพงมาก เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้เป็นเจ้าของได้โดยง่าย ไม่ใช่มีต้นทุนสูง ทำให้ต้องจำหน่ายในราคาแพง
ในงานเสวนาหัวข้อ เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต โอกาสและความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการแถลงข่าวการจัดงาน อินเตอร์แมคฟอรั่ม ครั้งที่ 1 อุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 มีความเห็นหลากหลายมุมมองดังนี้

นายวิชัย จิราธิยุต
ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์
เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกในปัจจุบันและในอนาคตจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ตามกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นั่นคือการลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเน้นการประหยัดพลังงานโดยเน้นระบบความปลอดภัยด้วย ค่ายรถยนต์ต่างๆ ไม่เพียงแต่มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงรถยนต์ไฮบริด และซีโร่เซลล์ เรียกรวมกันว่า มอเตอร์ ไดรเว่น เวฮิเคิล (Motor driven vehicle)
รถยนต์ไฟฟ้า รถประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงแต่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ แต่รวมไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบรายย่อย ต้องเร่งพัฒนาเรียนรู้เทคโนโลยีและปรับการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ หากไม่เร่งปรับตัว เราอาจไม่สามารถก้าวทันคู่แข่ง หรือหนีออกจากการแข่งขันได้
จากข้อมูลของอินเตอร์เชั่นแนล เอ็นเนอจี้ เอเยนซี่ หรือไออีเอ พบว่ายอดผลิตเพื่อจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ในปี พ.ศ.2558 เทียบกับปี 2557 นั้น เติบโตถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 คัน เป็นกว่า 1.2 ล้านคัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นั้นอยู่ที่ประเทศหลักๆ 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนยอดขายถึง 34 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก
ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์และส่วนประกอบรายสำคัญรายหนึ่งของโลก จึงควรเร่งเรียนรู้ เทคโนโลยี และปรับการผลิตเพื่อให้ทันกับความต้องการในอนาคต จากปัจจุบันการผลิตรถยนต์แบบทั่วไปที่ต้องการ อีโคโนมี่ ออฟ สเกล (Economy of scale) หรือต้นทุนต่ำ ไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียได้ ดังนั้น การมุ่งสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่อนาคตก็จะช่วยตอบโจทย์และรักษาศักยภาพการแข่งขัน และคงความเป็นฮับหรือศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และส่วนประกอบในภูมิภาคนี้ได้

นายธนวัฒน์ คุ้มสิน
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยนต์ไทย
ในปีนี้ ไทยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน แบ่งเป็น ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 8 แสนคัน และอีก 1.2 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อส่งออก ฉะนั้นผู้ผลิตรถยนต์และส่วนประกอบไทยต้องคำนึงถึงความต้องการในตลาดโลก มุ่งสู่ความต้องการรถยนต์อัตโนมัติ รถผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผู้ผลิตมีความชัดเจนในการกำจัดซากหรือขยะพิษ การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการคงอยู่ของอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบไทยทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอี
ปัจจุบันเป็นยุคของอินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์ (Internet of things) ใครไวกว่าในการปรับตัว ก็จะเป็นผู้อยู่รอดในอุตสาหกรรมและธุรกิจ ผู้ประกอบการรถยนต์และส่วนประกอบไทย ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ในการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อมาปรับใช้กับการผลิต ผู้ประกอบการรถยนต์ยักษ์ใหญ่นั้นได้ตระหนักในจุดนี้ จึงมีการประกาศการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 9 ของโลกจากจำนวนรถยนต์ผลิตทั่วโลกรวมกว่า 90 ล้านคัน
อย่างไรก็ตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ผู้ประกอบการบางส่วนยังมองว่าในระหว่างบรรทัดของมาตรการส่งเสริมของบีโอไอยังมีคำถามเกิดขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ หรือการส่งเสริมการนำเข้าจากต่างประเทศ หากยังมีช่องว่างให้เกิดการตีความของเจ้าหน้าที่ได้ จะทำให้เกิดปัญหาในแง่ของความชัดเจนในการปฏิบัติ เพราะมาตรการส่งเสริมไม่ควรทำให้เกิดข้อสงสัยในช่องว่างต่างๆ

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ
รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด
งานอินเตอร์แมค 2017 เป็นงานแสดงเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและล้ำยุค จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของงานนี้คือผู้ประกอบเอสเอ็มอีของไทย เนื่องจากภาคเอสเอ็มอีกำลังเติบโตในตลาดอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง การได้รับการสนับสนุนที่ดีจากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรม 4.0 การเรียนรู้เกี่ยวกับบิ๊กดาต้า หรือข้อมูลขนาดใหญ่ในการนำมาวิเคราะห์ธุรกิจ หรือจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติมาปรับใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต รวมทั้งการพบปะผู้ผลิตและการจับคู่ธุรกิจโดยตรง ทั้งหมดล้วนเป็นโอกาสและอนาคตที่ดีของการสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยต่อไปในอนาคต
อินเตอร์แมค 2017 ปีนี้ได้ขยายพื้นที่การจัดงานเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีพื้นที่จัดงาน 37,000 ตร.ม. หัวใจของงานคือการนำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะมานำเสนอผ่านรูปแบบและกลไกต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ เช่น การจัดแสดงเครื่องจักรกลและอุปกรณ์เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตกว่า 1,200 แบรนด์ จาก 45 ประเทศ และจะมีเครื่องจักรและอุปกรณ์กว่า 150 ชนิดจะมาเปิดตัวรุ่นล่าสุดครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบไทยได้หาความรู้และเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง และเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในตลาดภายในและตลาดโลกได้
คาดว่าในปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมแสดงงานกว่า 1,200 ราย และคาดจะมีมูลค่าจับคู่ธุรกิจกว่า 8 พันล้านบาท มุ่งนำเสนออุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจรนับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจัดร่วมกับงานซับคอนไทยแลนด์ 2017 งานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและการจับคู่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และงานชีทเมทัลเอเชีย 2017 งานแสดงเทคโนโลยีงานเชื่อมและรวบรวมเครื่องจักรกล และอุปกรณ์การผลิตสำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูปโลหะแผ่น ตลอดจนเครื่องตัดไฟเบอร์เลเซอร์ไว้มากที่สุดในอาเซียนอย่างครบวงจร
อินเตอร์แมค 2017 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเครื่องจักรตอบรับอุตสาหกรรม 4.0” ระหว่างวันพุธที่ 17 -เสาร์ที่ 20 พฤษภาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

