ค่ายรถรอลุ้นรัฐบาลใหม่ ‘ต่อยอด-แตกไลน์’ มาตรการหนุน เผยเหตุไม่พูด ‘รถเก่าแลกใหม่’
เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า หลังจากมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า อีวี 3.5 ของรัฐบาลให้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1 แสนบาท สิ้นสุดมาตรการไปเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2568 แต่ยังคงมีมาตรการต่อเนื่องคือ มาตรการ อีวี 3.0 ให้เงินอุดหนุนสูงสุดคันละ 5 หมื่นบาท ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 ดังนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ น่าจะยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง เพราะขณะนี้บริษัทรถยนต์ขอเข้าร่วมมาตรการนี้มีถึง 7 บริษัท แสดงให้เห็นถึงด้านซัพพลายมีความพร้อม และในเมื่อยังได้รับการสนับสนุนด้านดีมานด์ รัฐบาลให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง จึงขึ้นกับการแข่งขันในตลาดว่าแต่ละค่ายจะมีแผนส่งเสริมการขายออกมาอย่างไร
นายสุวัชร์ กล่าวว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศปี 2569 นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 6.2-6.5 แสนคัน ใกล้เคียงกับปี 2568 ในจำนวนนี้น่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอีวีประมาณ 1 แสนคัน ส่วนกรณีมีการประกาศโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ยังไม่มีผลกระทบกับตลาดรถยนต์ เพราะโครงสร้างภาษีใหม่มีทั้งปรับเพิ่มขึ้นและลดลง และกรณีการปรับเพิ่มขึ้นก็ขึ้นไม่มาก จึงไม่น่าจะมีผลมากนัก ขึ้นกับความต้องการของผู้ซื้อรถยนต์ว่าต้องการรถยนต์ประเภทไหน สำหรับตลาดรถยนต์ปิกอัพที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้คงต้องจับตาดูว่าลูกค้าปิกอัพที่ต้องการใช้ประโยชน์จากรถปิกอัพจริงๆ จะกลับมาซื้อหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาลูกค้ารถยนต์ปิกอัพมีทางเลือกในการซื้อรถมากขึ้น รถยนต์รุ่นใหม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายขึ้น แต่ในปีนี้ลูกค้าจะกลับมาซื้อรถปิกอัพเพื่อใช้งานมากขึ้น จึงคาดว่าตลาดรถปิกอัพไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว
“นอกจากนี้ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ตลาดรถยนต์โดยเฉพาะรถปิกอัพน่าจะได้รับอานิสงส์ยอดขายดีขึ้นบ้าง แม้จะไม่สามารถระบุตัวเลขได้ชัดเจนว่ายอดขายดีขึ้นจากการเลือกตั้งดีขึ้นเท่าไหร่ ส่วนปัญหาไฟแนนซ์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อรถยนต์ ที่ผ่านมามีปัญหาค่อนข้างมาก เพราะเชื่อมโยงถึงปัญหาหนี้เอ็นพีแอล แต่ขณะนี้เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว นอกจากนี้ลูกค้าไปขอสินเชื่อรถยนต์ก็ลดลงด้วย จากปัจจัยต่างๆ ทำให้ปัญหานี้ไม่รุนแรงมากเหมือนที่ผ่านมา”
นายสุวัชร์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลใหม่ว่า เชื่อว่าไม่ว่าพรรคการเมืองไหนมาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็น่าจะมีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมหลักของประเทศอยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าน่าจะมีทั้งการสานต่อผลักดันมาตรการเดิมที่ยังค้างอยู่หลายเรื่อง และมีมาตรการใหม่เข้ามาส่งเสริม โดยเฉพาะเป็นช่วงรอยต่อของรถยนต์พลังงานใหม่ มีหลากหลายประเภทให้เลือก ทั้ง ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% หรือบีอีวี หลังจากนี้ไปรัฐบาลจะส่งเสริมรถยนต์อะไรต่อไป เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรมาช่วยผลักดันให้ตลาดรถยนต์ดีขึ้น
เมื่อถามว่าธุรกิจยานยนต์ต้องการให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 หรือไม่ นายสุวัชร์ กล่าวว่า ทางผู้ประกอบการคงไม่ระบุลงในรายละเอียดแบบนั้น เพราะจะมีผลกระทบกับตลาด ทำให้ตลาดเกิดการชะงักงัน เพราะผู้ซื้อจะไม่ซื้อรถ แต่จะรอให้เริ่มมาตรการก่อน เหมือนช่วงที่จะดำเนินโครงการรถยนต์คันแรก ตลาดเกิดการชะลอตัว
เมื่อถามว่า จากสถานการณ์ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีน ประเทศไทยในฐานะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก ควรจะใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มการส่งออกรถยนต์ได้อย่างไร นายสุวัชร์ กล่าวว่า รัฐบาลควรส่งเสริมการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่ไทยสามารถแข่งขันได้ และจะต้องพยายามแก้ปัญหาทรานชิปเมนท์ หรือ การเข้ามาสวมสิทธิว่าเป็นรถยนต์ผลิตในประเทศไท ก่อนส่งออกไปในนามประเทศไทย เพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การผลิตในประเทศอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญขณะนี้คือรัฐจะต้องเร่งศึกษาโดยเร็วว่าในเมื่อสหรัฐกับจีนทะเลาะกัน จะมีจุดไหนได้บ้างที่ไทยจะสามารถเข้าไปแทนที่ทั้งสองฝ่ายได้ น่าจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมไทยมากที่สุด แต่จำเป็นจะต้องรีบศึกษา เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
รายงานข่าวแจ้งว่า โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 มีดังนี้
รถยนต์นั่ง (Sedan / Hatchback) โครงสร้างใหม่จะปรับอัตราภาษีขึ้นเป็นขั้นบันไดทุกๆ 2 ปี (2569 / 2571 / 2573) โดยอิงตามการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เดิมเสียภาษี 2% เป็น 2% (คงที่จนถึงปี 2573) ไฮบริด (HEV) เดิมเริ่ม 6% – 13% เป็น เริ่มที่ 6% – 15% (ตามค่า CO2) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เดิม 0% – 5% เป็น 5% (ต้องวิ่งไฟฟ้าได้ > 80 กม.) รถใช้น้ำมัน (ICE) เดิมเริ่มต้น 25% เปลี่ยนเป็น เริ่มต้น 25% – 35% (ปรับเกณฑ์ CO2 เข้มงวดขึ้น)
รถปิกอัพ จะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การปล่อย CO2 เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนาเครื่องยนต์สะอาดขึ้น แบ่งเป็น รถกระบะหัวเดี่ยว/แค็บ หากปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กม. อัตราภาษีจะประมาณ 3% (แต่ถ้าเกินจะขยับขึ้นไปที่ 5%) กระบะ 4 ประตู (Double Cab) อัตราภาษีจะเริ่มปรับจากเดิม 8% ขึ้นไปเป็น 10% – 13% ตามระดับการปล่อยมลพิษ รถยนต์ประเภทอื่นๆ รถกระบะดัดแปลง (PPV) อัตราภาษีจะปรับขึ้นจากเดิม 20% – 23% ไปเริ่มต้นที่ 25% – 30% (ขึ้นอยู่กับการปล่อย CO2)
รถยนต์ใช้พลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) จะได้รับอัตราภาษีพิเศษที่ 1% เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่
สรุปโครงสร้างภาษีใหม่ รถแต่ละแบบต้องจ่ายภาษีดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์นั่งทั่วไปเสียภาษี 2% รถกระบะไฟฟ้า (เดิม 0%) เสีย 2%
รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) วิ่งไฟฟ้า 80 กม. ถังน้ำมัน 45 ลิตร เสีย 5% ถ้าวิ่งไฟฟ้าน้อยกว่า 80 กม. ถัง น้ำมัน 45 ลิตร เสีย 10% รถยนต์เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร เสีย 30%
รถไฮบริดและไมลด์ ไฮบริด (HEV / MHEV) ถ้า CO2 น้อยกว่า 100 g/km เสีย 6% CO2 101 – 120 g/km เสีย 9% CO2 121 – 150 g/km เสีย 14% CO2 151 – 200 g/km เสีย 19% CO2 มากกว่า 200 g/km เสีย 24% เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร เสีย 40%
รถสันดาป (ICE) ปล่อย CO2 น้อยกว่า 100 g/km เสีย 13% CO2 101 – 120 g/km เสีย 22% CO2 121 – 150 g/km เสีย 25% CO2 151 – 200 g/km เสีย 29% CO2 มากกว่า 200 g/km เสีย 34% เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร (รถหรู/ซูเปอร์คาร์) เสีย 50%

