หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ กลุ่มยานยนต์ ...

กลุ่มยานยนต์ หนุนรัฐเข็น รถเก่าแลกใหม่ หวังดึงศก.พ้นจุดต่ำสุด แนะเจาะกลุ่มรถ 8 แสน – 1 ล้าน

17.04.26 | 17:12 น.

กลุ่มยานยนต์ หนุนรัฐเข็น รถเก่าแลกใหม่ หวังดึงศก.พ้นจุดต่ำสุด แนะเจาะกลุ่มรถ 8 แสน – 1 ล้าน

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลเตรียมจัดทำโครงการรถเก่าแลกใหม่ เริ่มภายในปี 2569 นี้ นำร่อง 2 หมื่นคันแรก ให้สิทธิใครมาก่อนได้ก่อน วงเงินงบประมาณ 5 พันล้านบาท ดอกเบี้ย 1-2 ปีแรก 3.5% นั้น ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่อว่าจะเป็นส่วนที่สามารถช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ที่ซบเซาติดต่อกันกว่า 3 ปี เนื่องจากวงงบประมาณถือว่ามีขนาดใหญ่ อัตราดอกเบี้ยดึงดูดใจ แต่ยังต้องติดตามเงื่อนไขที่ชัดเจนต่อไปว่า ดอกเบี้ยจะคงที่นานกี่ปี รัฐอุดหนุนที่จำนวนเท่าใดต่อราย เป็นรถยนต์ประเภทใดบ้าง

“เงื่อนไขเบื้องต้นที่รัฐบาลกำหนดไว้ อาทิ ต้องเป็นรถผลิตในประเทศและปล่อยคาร์บอนต่ำ ถือว่าสอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน และวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งเบื้องต้นมีการคาดการณ์วงเงินอุดหนุนที่อาจครอบคลุมปริมาณรถยนต์ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คัน เป็นตัวเลขที่คาดหวังให้ช่วยพยุงซัพพลายเชนและแรงงานไทยทั้งระบบ ช่วยดึงเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดที่กังวลกัน เพราะภาคการผลิตถือเป็นเรียลเซ็กเตอร์ หรือเศรษฐกิจจริงที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน และมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดของรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการนั้น ควรครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) รวมถึงรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีข้อเสนอแนะให้กำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร ประเด็นสำคัญที่มีการเน้นย้ำคือ รถยนต์ที่นำมาแลกซื้อใหม่ต้องเป็น “รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น” เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากจะช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และรักษาการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ข้อเสนอเบื้องต้นคือ อยากให้รัฐบาลกำหนดอุดหนุนการซื้อรถยนต์คันใหม่ เริ่มต้นที่ 8 แสนถึง 1 ล้านบาท มุ่งเน้นไปที่รถยนต์กลุ่มแมส (Mass Market) ที่มีระดับราคาประมาณนี้ ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40% เพราะจะสามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมโครงการได้มากกว่าเดิม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อวงเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท หากรัฐสนับสนุนรถยนต์ที่มีราคาสูงเกินไป อย่างจำนวน 2 ล้านบาท จะทำให้จำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการได้มีจำนวนน้อยและไม่กระจายตัว แต่การกำหนดราคาที่เหมาะสมจะช่วยให้จำนวนคันที่เข้าโครงการมีมากขึ้น และส่งผลต่อการผลิตในโรงงานที่มียอดขายลดลงติดต่อกันมาถึง 3 ปี ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือ การผลักดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศขยายตัวได้ถึง 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 1.2% เมื่อภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว คนงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยในภาคส่วนอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยว และการบริโภคอาหาร ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่วงจรขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศต้องการเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ทั้งในส่วนของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) ที่มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่านับล้านล้านบาท ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วเพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่คนไทย

Advertisement