นิสสันเปิดแผนสู้ ระดมทั้งไฮบริด ปลั๊กอิน อีพาวเวอร์ อีวี วางเกมยาว งัดเอไอใช้พัฒนารถยนต์
รายงานข่าวจาก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น แจ้งว่า นิสสันประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาว “Mobility Intelligence for Everyday Life” หรือ “นวัตกรรมการเดินทางอัจฉริยะ สำหรับทุกจังหวะของชีวิตประจำวัน” กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง วิสัยทัศน์นี้ผสานรวมความชาญฉลาดในการขับเคลื่อนเข้ากับชีวิตประจำวันผ่านการมุ่งเน้นของนิสสันในด้านรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซอฟต์แวร์เป็นหัวใจหลักในการควบคุม (AI-Defined Vehicles หรือ AIDV) โดยนำเสนอเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตลาดที่แตกต่างกัน
อีวาน เอสปิโนซา ประธาน และซีอีโอ (Ivan Espinosa, President and CEO) กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาเหมาะสมจะกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวของนิสสัน เรามองไปไกลกว่าแผน Re:Nissan และกำหนดเส้นทางชัดเจนสำหรับอนาคต วิสัยทัศน์ของเรากำหนดทิศทางนิสสันจะมุ่งหน้าไป มีประสบการณ์ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะในด้านการขับขี่ เราจะส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีปลอดภัยยิ่งขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมด้วยการให้คุณค่าโดดเด่น และประสบการณ์โดยรวมคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น”
สำหรับแผนฟื้นฟู Re:Nissan ยังคงดำเนินไปตามแผนงานในปีสุดท้ายของการดำเนินการ ส่งผลให้ต้นทุนสามารถแข่งขันและใช้กำลังการผลิตมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมถึงแนวโน้มของผลิตภัณฑ์ใหม่แข็งแกร่ง ล้วนเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต ส่วนทิศทางระยะยาวใหม่ของนิสสัน นำโดยวิสัยทัศน์นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีรุ่นต่อไป (next-generation technologies) การมีกลุ่มผลิตภัณฑ์สอดคล้อง แนวทางการทำตลาดโลกถูกกำหนดใหม่ รวมถึงรูปแบบอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จัดระเบียบ และถูกกำหนดไว้ชัดเจน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วย AI และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีของนิสสัน ด้วย Nissan AIDV เป็นการรวมระหว่างเทคโนโลยี Nissan AI Drive และเทคโนโลยี Nissan AI Partner ผู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และประหยัดเวลาในการเดินทาง
นิสสันกำลังต่อยอดเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง จากการทดลองใช้งานจริง โดยบูรณาการ AI ให้เข้ากับระบบควบคุม และเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ของรถยนต์ นิสสันตั้งเป้าจะนำเทคโนโลยี Nissan AI Drive นี้ไปประยุกต์ใช้กับรุ่นรถยนต์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในระยะยาว
Nissan Elgrand รุ่นใหม่ มีกำหนดเปิดตัวฤดูร้อนปี 2026 จะใช้ระบบ ProPILOT รุ่นใหม่ มีความสามารถขับขี่อัตโนมัติแบบครบวงจรภายในสิ้นปีงบประ มาณ 2027
นอกเหนือจากการแนะนำเทคโนโลยี Nissan AI Drive มุ่งเน้นการพัฒนาการขับขี่อัตโนมัติแล้ว บริษัทฯจะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วยการใช้เทคโนโลยี Nissan AI Partner เชื่อมต่ออย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเป็นผู้ช่วยสนับสนุนกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และผสานรถยนต์ให้เข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ
ประสบการณ์ขับเคลื่อนด้วย AI ของนิสสันและขั้นต่อไปของการขับขี่อัตโนมัติ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เทคโนโลยี e-POWER กำลังขยายการใช้งานของพลังงานไฟฟ้า จะเป็นแพลตฟอร์มหลักให้การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า และยังเป็นการสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
นอกจากเทคโนโลยี e-POWER แล้ว นิสสันจะนำเสนอระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการแตกต่างกันของลูกค้าในตลาดโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบขับเคลื่อนหลากหลายนี้ รวมถึงระบบรถยนต์ไฮบริด (HEV) ใหม่ สำหรับรถยนต์ประเภทแยกโครงเหล็กแชสซีส์(Chassis/Frame) กับตัวถัง (Body) ออกจากกัน หรือ Frame-based vehicle (Body-on-frame) ตอบสนองความต้องการของลูกค้าต้องการสมรรถนะมากขึ้นและความมั่นใจในระยะการขับขี่ที่ไกลมากยิ่งขึ้น
นิสสันจะเติมเต็มทางเลือกของลูกค้าด้วยการนำเสนอระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด (plug-in hybrid – PHEV) และ ระบบไฮบริดแบบขยายระยะทาง (range-extender hybrid – REEV) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ
กลุ่มผลิตภัณฑ์จะสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดบทบาทของแต่ละรุ่นให้ชัดเจน กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของนิสสันสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความชัดเจนในบทบาท และการพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้น บริษัทจะปรับลดกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั่วโลกจาก 56 รุ่น ให้เหลือ 45 รุ่น ยกเลิกรุ่นที่มีประสิทธิภาพต่ำ และจัดสรรการลงทุนใหม่ไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการเติบโต ในขณะเดียวกัน นิสสันจะขยายรูปแบบของระบบขับเคลื่อนในแต่ละรุ่น เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น เพิ่มปริมาณการขายต่อรุ่น เสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นิสสันกำลังมุ่งเน้นกลยุทธ์รุ่นรถยนต์ไปที่ 4 หมวดหมู่ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สร้างความตื่นเต้น รถยนต์รุ่นสะท้อนถึงเอกลักษณ์ ให้คุณค่าทางอารมณ์ และนวัตกรรมของนิสสัน กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก รถยนต์รุ่นที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจระดับโลกด้วยยอดขาย และมีการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโต รถยนต์รุ่นที่มุ่งเป้าไปที่การขยายตัวในตลาดที่มีความต้องการเกิดขึ้นใหม่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพันธมิตร รถยนต์รุ่นที่ขยายการครอบคลุมในตลาดผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร ทางธุรกิจ
นิสสัน ได้จัดแสดงรุ่นรถยนต์แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนต่อไปจากแผนกลยุทธ์ดังนี้

X-Trail หรือ Rogue e-POWER ใหม่ รถยนต์รุ่นหลักในระดับโลกมาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน ให้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี e-POWER ทรงพลัง ด้วยสมรรถนะการขับขี่เร้าใจจากมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องชาร์จไฟ

Juke EV รถยนต์รุ่นหลักในยุโรปผสมผสานดีไซน์โดดเด่นเข้ากับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ

Xterra รถยนต์รุ่นสำคัญสำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกา นำเสนอจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังแบบเฟรม (framed-based) และดีไซน์ที่เน้นการใช้งาน

Skyline รถยนต์รุ่นสำคัญสำหรับตลาดญี่ปุ่น มอบสมรรถนะและการขับขี่เน้นความสนุกของผู้ขับขี่เป็นหลัก
ขณะที่กลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียม INFINITI จะยังคงมีความสำคัญในกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของนิสสัน จะได้รับการฟื้นฟูผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ และรุ่นปรับปรุงใหม่ เริ่มต้นด้วยรถ SUV รุ่น QX65 ปี 2027 ใหม่ทั้งหมดในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ตามมาด้วยอีกสี่รุ่น ได้แก่ รถ SUV ไฮบริดขนาดกลางรุ่นใหม่ รถซีดานใช้เครื่องยนต์ V6 เน้นสมรรถนะ และรถ SUV ไฮบริดแบบเฟรมอีกสองรุ่น โมเดลอุตสาหกรรม
ส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์นี้ นิสสันกำลังเปลี่ยนแปลงโมเดลอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ผ่านกลยุทธ์กลุ่มผลิตภัณฑ์นิสสัน (Nissan Product Family strategy) จะเปลี่ยนการให้ความสำคัญของบริษัทจากการปรับแต่งทีละรุ่น ไปสู่การพัฒนาขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรม สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของยานยนต์ ระบบส่งกำลัง และแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ร่วมกัน นิสสันมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่สามกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะมีสัดส่วนมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายทั่วโลก มุ่งเพิ่มยอดขายต่อรุ่นให้มากขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งเร่งความเร็วในการพัฒนา และการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยการจัดวางการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการดำเนินการทางอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น นิสสันจะเสริมคุณภาพ ปรับปรุงการควบคุมต้นทุน และช่วยให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทำได้เร็วขึ้น และแข่งขันได้มากขึ้นในวงกว้าง
นิสสันกำลังพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจระดับโลกด้วยบทบาทกำหนดใหม่สำหรับตลาดหลักสามแห่ง ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน ตลาดทั้งสามนี้จะมีบทบาทสองด้านในกลยุทธ์การตลาดโดยรวม กล่าวคือ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนระดับโลกสำหรับความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพทางอุตสาหกรรม ตลาดเหล่านี้ร่วมกันเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถของนิสสันในการขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรม ปรับปริมาณการผลิตให้ตรงกับความต้องการ และกำหนดมาตรฐานในการแข่งขันระดับโลกในด้านความเร็ว ต้นทุน และความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
ญี่ปุ่น เป็นตลาดบ้านเกิดของนิสสัน เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการเปิดตัว ProPILOT รุ่นใหม่ และบริการด้านการเดินทาง ขณะเดียวกันก็เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของนิสสัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2028 เป็นต้นไป นิสสันจะเปิดตัวรถยนต์ขนาดกะทัดรัดซีรีส์ใหม่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมต่อปีไว้ที่ 550,000 คัน ภายในปีงบประมาณ 2030 ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมกับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความเกี่ยวข้องในระยะยาว
สหรัฐอเมริกา จะให้ผลตอบแทนที่มั่นคง และเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายจะกลับมามียอดขายหนึ่งล้านคันต่อปีภายในปีงบประมาณ 2030 กลยุทธ์ทางการตลาดมุ่งเน้นไปที่ความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์ขนาดใหญ่และฐานการผลิตแข็งแกร่ง ได้รับการสนับสนุนจากการผลิตในประเทศในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์จะได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านทาง รถยนต์รุ่น Rogue e-POWER รุ่นใหม่ กลุ่มรถยนต์รุ่นใหม่นำโดยการกลับมาของรุ่น Xterra จะมีทั้งเครื่องยนต์ V6 และเครื่องยนต์ไฮบริด V6 ใหม่ และการใช้งานเครื่องยนต์ V6 อย่างต่อเนื่องในรถ SUV ขนาด D-segment สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า การลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มของผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ด้านรถยนต์ภายใต้แบรนด์ INFINITI จะได้รับการฟื้นฟูด้วยรุ่นใหม่ ๆ สนับสนุนทั้งการเติบโตของแบรนด์ และการสร้างผลกำไร
จีน จะเป็นแหล่งสำคัญของความเร็วในการพัฒนา ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และการส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (NEV) นิสสันจะขยายยอดขายในประเทศไปพร้อมกับการสร้างการส่งออกให้เป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์ เป้าหมายของนิสสันคือยอดขาย 1 ล้านคัน ภายในปีงบประมาณ 2030 ภายใต้แนวทางนี้ N7 จะถูกส่งออกไปยังละตินอเมริกา และอาเซียน ขณะที่ Frontier Pro จะถูกจัดจำหน่ายไปยังละตินอเมริกา อาเซียน และตะวันออกกลาง จะสร้างโอกาสในการเติบโตผ่านตัวเลือกของยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม บทบาทในแบบคู่ขนานนี้ จะทำให้จีนสามารถมีส่วนร่วมในการเติบโตในประเทศและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ในระดับโลกไปพร้อมๆ กัน
นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งของแบรนด์นิสสันในเม็กซิโกและตะวันออกกลาง ยังคงสร้างมูลค่าสูงให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั่วโลกของบริษัท เม็กซิโกเป็นฐานอุตสาหกรรม และจุดแข็งที่สำคัญขับเคลื่อนการขยายขนาดและรายได้ทั่วทวีปอเมริกา และที่อื่นๆ ผ่านฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่งและส่วนแบ่งตลาดในระดับโลกสูงสุดของนิสสัน ตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดการเติบโต และผลกำไรที่สำคัญ ได้รับแรงหนุนจากการส่งออกจากตลาดหลักและส่วนผสมเน้นไปที่รถ SUV ขนาดใหญ่ และกลุ่มพรีเมียม จุดแข็งของนิสสันตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิด
นอกเหนือจากตลาดหลักแล้ว ตลาดอื่นๆ รวมถึงยุโรป อินเดียและแอฟริกา จะมีบทบาทสำคัญในการขยายขอบเขตของนิสสันและสนับสนุนการเติบโตโดยรวม ทั้งหมดนี้จะสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกันกับแนวทางการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ของนิสสัน
โดยสรุปสำหรับวิสัยทัศน์นี้ เอสปิโนซา ได้กล่าวเสริมว่า “ขณะที่เราเดินหน้าสู่การฟื้นตัว นิสสันจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการให้บริการลูกค้า คว้าโอกาสจากเทคโนโลยี AI ขยายการใช้พลังงานไฟฟ้าและผลักดันนวัตกรรมในยานยนต์ของเราเพื่อสร้างการเติบโตของตลาดอย่างยั่งยืน”

