โชว์รูมประชาชื่น – โพลชี้ใครคือผู้ชนะในสมรภูมิรถอีวี ปอร์เช่ใหม่เริ่มต้น 35.5 ล้านบาท มิชลินส่งยางพรีเมียม 2 รุ่นบุก ฮอนด้า ADV160 ตกแต่งพิเศษ

00 ….. “กรุงศรี ออโต้” เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยผลสำรวจ “KA the Poll” แบบสำรวจความคิดเห็นรวบรวมมุมมองจากผู้ใช้รถจากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 จำนวนกว่า 400 คน ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ “สมเหตุสมผล” และ “เข้าถึงข้อมูลไว” มากขึ้น มี 3 ไฮไลต์สำคัญที่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องจับตามอง ดังนี้
1. EV กลายเป็นรถกระแสหลัก คนไทยกว่า 65.3% เลือกซื้อ กระแสยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569 ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเทรนด์มาสู่การเป็น “ทางเลือกหลัก” อย่างเต็มตัว ด้วยตัวเลขความสนใจสูงถึง 65.3% โดยมีกลุ่ม Gen Y และ Gen X เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีสัดส่วนรวมกันกว่า 76% สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยี EV เข้าถึงกลุ่ม ‘Sandwich Generation’ หรือวัยทำงานเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม ปัจจัยกระตุ้นหลักคือการมองหาทางเลือกช่วยลดภาระค่าครองชีพในยุคน้ำมันแพง ประกอบกับปัจจุบันมีตัวเลือกรถในระดับราคาตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีครอบครัวและมีบุตร มองหารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการรับ-ส่งบุตรหลาน และเป็นพื้นที่รอคอย หรือทำกิจกรรมระหว่างการเดินทางบนท้องถนน
2. จุดเริ่มต้นการตัดสินใจ อยู่ที่ “คลิปสั้นไม่เกิน 1 นาที” ในยุคข้อมูลมีมหาศาล พฤติกรรมการตัดสินใจถูกปฏิวัติด้วยคอนเทนต์รูปแบบ “คลิปสั้น” บน TikTok หรือ Reels กลายเป็นด่านแรกที่ผู้บริโภคกว่า 35.4% ใช้ในการคัดกรองรถที่ใช่ภายในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคืออิทธิพลของ “เสียงจากผู้ใช้จริง” ในช่องทางออนไลน์ ผู้บริโภค 28% จะต่อยอดการศึกษาข้อมูลเชิงลึกผ่านวิดีโอรีวิวขนาดยาวเพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะ และหาข้อมูลผ่านกลุ่มออนไลน์คอมมูนิตี้มีสัดส่วนสูงถึง 15.5% กลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาได้รับความเชื่อถือมากกว่าโฆษณาจากแบรนด์ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์จริงใจและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าจริงจนเกิดการบอกต่อ (User-Generated Content) จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิการตลาดผู้บริโภคเชื่อใจกันเองมากกว่าแบรนด์
3. “ค่างวดต่อเดือน” คือหัวใจ คุมงบไม่เกิน 20,000 บาท ในมิติด้านการเงิน ผู้ซื้อรถยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงแค่ราคาตัวรถ แต่ให้ความสำคัญกับ “ค่างวดผ่อนรายเดือน” เป็นเข็มทิศหลักในการตัดสินใจ กลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือรถในระดับราคา 800,000 – 1,190,000 บาท มาพร้อมค่างวดเฉลี่ย 14,000 – 21,000 บาทต่อเดือน ขณะที่กลุ่มรองลงมาได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือรถระดับราคาต่ำกว่า 800,000 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีหลากหลายค่ายแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้านำเสนอราคาระดับนี้ มีแนวโน้มสอดคล้องกับฐานรายได้เฉลี่ยของคนทำงานส่วนใหญ่ที่ประมาณ 20,000 – 38,000 บาท วินัยทางการเงินเข้มข้นนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความรอบคอบสูง เลือกดีลสมดุลกับรายรับและรายจ่ายประจำวัน ไม่ต้องการแบกภาระหนักเกินตัว เพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในครอบครัวในระยะยาว … 00

00 ….. ปอร์เช่เปิดตัว 911 GT3 พร้อมหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ในรุ่น 911 GT3 S/C ออกแบบมาเพื่อเน้นความเร้าใจในการขับขี่เป็นหลัก ผสานโครงสร้างน้ำหนักเบาจาก 911 S/T เข้ากับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศจาก 911 GT3 ให้กำลัง 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) และแรงบิด 450 นิวตันเมตร การออกแบบด้วยปีกและประตูแบบเดียวกับใน 911 S/T ผสานกรอบกระจกหน้าสีดำ สร้างเอกลักษณ์ชัดเจนให้กับ 911 GT3 S/C ใหม่ และด้วยแนวคิดเน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลาง รถสปอร์ตรุ่นพิเศษนี้จึงมาพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ แบบสปอร์ต อัตราทดสั้น น้ำหนักเบา เพียงทางเลือกเดียว โดย 911 GT3 S/C เป็นรุ่นเปิดประทุนเพียงรุ่นเดียวในตระกูล 911 ปัจจุบัน ออกแบบให้เป็นรถ 2 ที่นั่งล้วน ให้ความรู้สึกเหมือนกับใน 911 สปีดสเตอร์ในปี 2019 แต่รุ่นนี้ไม่ได้เป็นรุ่นลิมิเต็ดเหมือนกับสปีดสเตอร์
แฟรงค์ โมเซอร์ (Frank Moser) หัวหน้าสายการผลิตรุ่น 911 และ 718 กล่าวถึง 911 GT3 S/C รุ่นใหม่ว่า การผสานวัสดุน้ำหนักเบาและคุณภาพสูงในทุกองค์ประกอบ ทำให้ 911 GT3 S/C คล่องตัวตามแบบฉบับของปอร์เช่ จีที ชิ้นส่วนตัวถังน้ำหนักเบาถ่ายทอดมาจาก 911 S/T สังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และประตูผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงเหล็กกันโคลงและแผ่นเสริมความแข็งแกร่ง ช่วงล่างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับ 911 S/T รุ่นหลังคาปิด ระบบเบรกและล้อใช้แนวคิดน้ำหนักเบาเดียวกับ 911 S/T ติดตั้งระบบเบรก PCCB เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มีน้ำหนักเบากว่าจานเบรกเหล็กหล่อมากกว่า 20 กิโลกรัม ล้อแบบ Centre-lock ขนาด 20 นิ้วที่เพลาหน้า และ 21 นิ้วที่เพลาหลัง แบบเดียวกันกับใน 911 S/T ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักหมุน (Rotating Mass) ได้ประมาณ 9 กิโลกรัม 911 GT3 S/C ยังใช้แมกนีเซียมในโครงสร้างหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 40 แอมแปร์ชั่วโมง มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบทั่วไป
ห้องโดยสารมาพร้อมพรมและแผงประตูน้ำหนักเบา พร้อมมือจับแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ถ่ายทอดมาจาก 911 S/T โดย 911 GT3 S/C ติดตั้งเบาะ 2 ที่นั่งแบบ Sports Seats Plus ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งเบาะสปอร์ตน้ำหนักเบาพร้อมพนักพิงพับได้และโครงเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะสปอร์ตแบบพับได้มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยป้องกันบริเวณทรวงอก ปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้า และตำแหน่งหน้า-หลังแบบปรับมือ สามารถเลือกติดตั้งระบบทำความร้อนเบาะนั่ง 3 ระดับ ภายในหุ้มด้วยหนังสีดำเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมถึงแผงบังแดดและเสา A พร้อมปักโลโก้ GT3 S/C บริเวณแผงกั้นด้านหลัง เบาะที่นั่งตกแต่งด้วยหนังแบบระบายอากาศ เช่นเดียวกับพวงมาลัยหุ้มหนังแบบระบายอากาศตามแบบ 911 S/T และเช่นเดียวกับ 911 GT3 รุ่นหลังคาปิดในปัจจุบัน
เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศของ 911 GT3 S/C รุ่นใหม่พัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียล่าสุด อุปกรณ์กรองไอเสีย (Catalytic Converters) 4 ชุด แม้จะใช้ระบบบำบัดไอเสียประสิทธิภาพสูง แต่สามารถถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ได้อารมณ์ และชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปิดประทุน พร้อมปรับปรุงหัวสูบใหม่จาก 911 GT3 รุ่นก่อนหน้า ติดตั้งเพลาลูกเบี้ยว (Camshaft) ดุดันมากขึ้นจาก 911 GT3 RS เพื่อเพิ่มการตอบสนองช่วงรอบสูง ระบบขับเคลื่อนยังมาพร้อมลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle Body) แบบแยกต่อสูบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศและระบบระบายความร้อนน้ำมันเครื่องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ให้กำลังสูงสุด 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา GT 6 จังหวะ พร้อมอัตราทดเฟืองท้ายแบบสปอร์ตสั้นตามแบบฉบับ 911 S/T และ 911 GT3 ทำให้ 911 GT3 S/C มีอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 313 กม./ชม.
ใน 911 GT3 S/C ไม่ได้ติดตั้งโครงหลังคาแบบ Double-Bubble เหมือนกับใน 911 สปีดสเตอร์ ทำให้ติดตั้งหลังคาผ้าใบระบบไฟฟ้าแบบน้ำหนักเบาจากตระกูล 911 รุ่นปัจจุบัน แทนหลังคาผ้าใบแบบเปิด-ปิดด้วยมือ ด้วยโครงสร้างแมกนีเซียมล้ำสมัย เมื่อปิดหลังคาผ้าใบจะยังคงให้รูปทรงแบบคูเป้ และหลังคาผ้าใบยังมีรูปทรงกลมกลืนและโค้งรับลงตัวจากกรอบกระจกหน้าไปยังฝาปิดช่องเก็บหลังคาโดยไม่เห็นโครงสร้างใดๆ ใต้ผืนผ้าใบ ไม่มีส่วนใดลดทอนความต่อเนื่องของรูปทรง Flyline เอกลักษณ์ของ 911 ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิก ด้วยอุปกรณ์กลไกควบคุมการเปิด-ปิดหลังคา (Roof Actuators) แบบไฮดรอลิกน้ำหนักเบาพิเศษ ทำให้หลังคาเปิดหรือปิดได้ภายในเวลา 12 วินาที ทั้งขณะจอดนิ่งหรือขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. นอกจากนี้ โครงหลังคาด้านหน้าและกรอบกระจกหลังยังผลิตจากแมกนีเซียมอีกด้วย อีกทั้งแผ่นกันลมแบบไฟฟ้าติดตั้งมาในตัว ช่วยให้ขับขี่แบบเปิดประทุนยังคงเร้าใจ แม้ใช้ความเร็วสูงหรือในสภาพอากาศเย็น สามารถเปิดได้ภายใน 2 วินาทีเพียงกดปุ่ม ควบคุมการเปิด-ปิดได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ผ่านปุ่มบนคอนโซลกลาง
หลังคาสีดำจับคู่กับกรอบกระจกหน้าตกแต่งด้วยฟิล์มสีดำ พร้อมฟิล์มกันสะเก็ดหินบริเวณแผงด้านข้างในโทนสีดำด้าน ไฟหน้าแบบ Matrix LED รวมทุกฟังก์ชันไฟส่องสว่างไว้ในชุดเดียว จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งไฟเพิ่มในกันชนหน้า ทำให้พื้นที่บริเวณช่องรับอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นครั้งแรกใน 911 รุ่นเปิดประทุนสามารถติดตั้งสปอยเลอร์หลังแบบยกขึ้นได้ พร้อม Gurney flap เช่นเดียวกับใน 911 S/T และ 911 GT3 พร้อมทัวร์ริ่ง แพ็กเกจ (Touring Package) อีกทั้งลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้าและดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังยังถ่ายทอดมาจาก 911 GT3 รุ่นปัจจุบัน
อันเดรียส พรอยนิงเกอร์ (Andreas Preuninger) ผู้อำนวยการสายการผลิตโมเดล GT กล่าวว่า “เราได้เรียนรู้จาก 911 สปีดสเตอร์ และ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส (718 Spyder RS) ว่าเครื่องยนต์รอบสูงแบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับการตั้งค่าช่วงล่างเน้นความเร้าใจ และโครงสร้างน้ำหนักเบาอย่างรอบด้าน สามารถสร้างรถยนต์แบบเน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลางในรูปแบบเปิดประทุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ 911 GT3 S/C ยังนำระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) มาใช้กับ 911 รุ่นเปิดประทุนเป็นครั้งแรก เมื่อทำงานร่วมกับยางสปอร์ตมีแรงยึดเกาะสูงพิเศษและน้ำหนักตัวรถเบา จึงมอบความสนุกในการขับขี่บนถนนคดเคี้ยวในระดับแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถเปิดประทุน”
การตั้งค่าช่วงล่างของ 911 GT3 S/C ใหม่ ใช้แนวทางเดียวกันกับ 911 GT3 พร้อมทัวร์ริ่ง แพ็กเกจ และเช่นเดียวกันกับใน 911 GT3 ทุกรุ่น รถได้ติดตั้งยางขนาด 255/35 ZR 20 นิ้ว ที่ล้อหน้า และ 315/30 ZR 21 นิ้ว ที่ล้อหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 911 GT3 S/C ใหม่ พร้อมเปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 35,500,000 บาท ….. 00


00 ….. สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า มิชลิน เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงานพร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) คุณสมบัติเด่น ได้แก่ การขับขี่เงียบสบาย ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Silent Rib GEN-3 และ MICHELIN Piano Acoustic ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก ปลอดภัย ขับขี่มั่นใจบนถนนเปียก ให้ประสิทธิภาพการเบรกบนถนนเปียกดีขึ้น ทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน กระจายแรงกดสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้น ลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงหรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ทำงานคู่กับสูตรเนื้อยางใหม่ MICHELIN Energy Passive 2.0 ช่วยให้ยางทนทานและมีอายุใช้งานยาวนาน
และยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ คุณสมบัติเด่น ได้แก่ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Dynamic Response ช่วยถ่ายทอดการควบคุมจากพวงมาลัยสู่พื้นถนนได้แม่นยำ MICHELIN Piano Acoustic ช่วยลดเสียงรบกวนลงทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก เพื่อการขับขี่นุ่มเงียบขึ้น เทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน กระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้น ลดรอบการชาร์จแบตเตอรี่และความถี่ในการเติมน้ำมัน ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อยางคู่ MICHELIN Bi-Compound ใช้เนื้อยางสูตร MICHELIN Grip Adaptive บริเวณกลางดอกยาง เพื่อการยึดเกาะทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง และเนื้อยางสูตร MICHELIN Energy Passive บริเวณไหล่ดอกยาง ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ….. 00

00 ….. รถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่น “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” รุ่นพิเศษ จากสำนักแต่ง H2C by Honda เปิดตัวภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางสไตล์แอดเวนเจอร์ ดีไซน์เข้มดุดัน ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเท่ในแบบสายทัวร์ริ่ง พร้อมไฮไลต์สำคัญ Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะ ผสานความสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย วางจำหน่ายแล้วในราคาแนะนำ 115,900 บาท ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ
ดีไซน์ New Honda ADV160 Smart Tourer Edition มาในลุคสีดำเข้ม พร้อมดีเทลสีแดงอย่างคาลิเปอร์เบรกหน้า และเบาะหนังเดินด้ายแดง เสริมด้วยชุดแต่ง H2C รอบคัน ออกแบบมาเพื่อความสวยงามและการใช้งานจริง พร้อมติดตั้ง Keyless Smart Top Box Set ชุดอุปกรณ์ 5 ชิ้น ประกอบด้วย Top Box C, RR Carrier, Base Top Box (Smart) ATT, Lid Opener และ Base Top Box ทำงานร่วมกับระบบสมาร์ทคีย์ของตัวรถ ถือเป็นครั้งแรกของฮอนด้ากับ Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปิด–ปิดกล่องท้ายได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพิ่มความคล่องตัวในการใช้งาน เสริมความปลอดภัยในการจัดเก็บสัมภาระ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกอุปกรณ์เสริมจาก H2C อีก 3 รายการ ได้แก่ ชุดการ์ดไฟหน้า (รุ่นปี 2026), ชุดการ์ดที่วางเท้า และชุดครอบพื้น ช่วยเพิ่มความดุดัน พร้อมอัปลุคความสปอร์ต
ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 156.9 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 16 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 14.7 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที รองรับทั้งการขับขี่ในเมืองและการเดินทางไกล พร้อมเทคโนโลยีและฟีเจอร์จัดเต็ม อาทิ ระบบเบรก ABS, ระบบ HSTC (Traction Control), หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync, ระบบไฟ ESS, ช่องชาร์จ USB-C และชิลด์หน้าปรับได้ 2 ระดับ ….. 00

