หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ ยางรถสมองกลเอ...

ยางรถสมองกลเอไอ ‘มิชลิน’เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ แบบจำลองยางเสมือนจริง เชื่อมข้อมูลยางกับรถแบบเรียลไทม์

2.06.26 | 12:44 น.

 

‘มิชลิน’เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ แบบจำลองยางเสมือนจริง Universal Tire Digital Twin เชื่อมข้อมูลยางกับระบบดิจิทัลของรถแบบเรียลไทม์

‘มิชลิน’เปิดตัวเทคโนโลยีแบบจำลองยางเสมือนจริง Universal Tire Digital Twin สามารถแปลงข้อมูลจากระบบรถ เป็นข้อมูลเชิงลึก นำไปใช้ได้จริงแบบเรียลไทม์ เพื่อให้คำแนะนำเป็นประโยชน์แก่รถยนต์หรือผู้ขับขี่ มิชลินได้นำความเชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ของยางรถยนต์สั่งสมมานานกว่า 130 ปี มาผสานกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และอัลกอริทึมด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล นวัตกรรมนี้มุ่งสร้างประสบการณ์ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน ด้วยการช่วยให้รถยนต์สามารถคาดการณ์การทำงานของระบบได้ล่วงหน้าและปรับสมรรถนะให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากเซนเซอร์ของยางรถ

ฟิลิปป์ ฌาควิน (Philippe Jacquin) รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำมิชลิน หนึ่งในกรรมการบริหารกลุ่มมิชลิน เปิดเผยว่า “ด้วยเทคโนโลยี Universal Tire Digital Twin มิชลินไม่เพียงรับข้อมูลจากรถยนต์ แต่ยังให้คำแนะนำเป็นประโยชน์แก่รถแบบเรียลไทม์ โดยทั่วไปยางรถทุกเส้น ไม่ว่ายี่ห้อใด ต่างมาพร้อมระบบอัจฉริยะในตัว การพัฒนายางรถให้ชาญฉลาดมากขึ้นของ มิชลินถือเป็นการยกระดับบทบาทของผู้ผลิตยางรถยนต์ไปสู่มิติใหม่ ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมิชลินเสริมสร้างความปลอดภัยเพื่อผู้ใช้ถนนทุกคน”

Advertisement

เทคโนโลยี Digital Twin ของมิชลิน คือแบบจำลองยางเสมือนจริง วิเคราะห์และคาดการณ์สภาพยางอย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ พิจารณาแรงดันลมยาง การสึกหรอ น้ำหนักบรรทุก ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน และสภาพการขับขี่ พร้อมนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับข้อมูลได้จากระบบรถ (In-Vehicle Data)

เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งข้อมูลให้กับรถยนต์และผู้ขับขี่ แต่ยังสามารถตอบโต้โดยตรงกับระบบต่างๆ ติดตั้งมาในรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยยกระดับความปลอดภัยด้วยการคาดการณ์ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูงสุด, ป้องกันการเหินน้ำ, เพิ่มประสิทธิภาพของระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) อาทิ ระบบป้องกันล้อล็อก (Anti-Blocking System : ABS) รวมถึงตรวจสอบแรงดันลมยางและตรวจจับการบรรทุกน้ำหนักเกินกำหนด นั่นหมายความว่ารถสามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนได้ล่วงหน้า ปรับปรุงเสถียรภาพการขับขี่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และปรับระยะเบรกให้เหมาะสมขึ้นได้หลายเมตร

ระบบดังกล่าวบูรณาการเข้ากับตัวรถอย่างสมบูรณ์แบบ จนผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงการทำงานที่ดำเนินอยู่ ระบบนี้คอยให้ความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ตามสภาพยางในขณะนั้น จึงให้ประโยชน์จับต้องได้ในทุกการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่หมายถึงประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มนวล ปลอดภัย และคาดการณ์ได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่

การส่งข้อมูลเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่องจากระบบต่างๆ ของรถ ยังช่วยสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยยืดอายุการใช้งานยางให้ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยี Digital Twin ติดตามดูแลยางให้มีสภาพเหมาะกับการใช้งานสูงสุดและสามารถใช้งานบนท้องถนนได้ยาวนานยิ่งขึ้น ยังมีส่วนช่วยลดใช้วัสดุผลิตยางและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับวงจรชีวิตของยาง

ระบบอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ 100% ของมิชลินนี้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบรถโดยไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม เป็นนวัตกรรมสามารถใช้งานร่วมกับรถยนต์และยางรถยนต์ทุกยี่ห้อ (Universal Embedded System) สามารถติดตั้งได้กับยานยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งรถรับ-ส่งอัตโนมัติไร้คนขับ (Self-Driving Shuttles)

เทคโนโลยี Digital Twin เปรียบเสมือน “สมองดิจิทัล” ฝังตัวมาเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software Defined Vehicle: SDV) เป็นรูปแบบการเดินทางสัญจรแห่งอนาคต

นวัตกรรมนี้เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนายาวนานกว่า 10 ปี ได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรหลายฉบับและผ่านการทดสอบครอบคลุมระยะทางหลายล้านกิโลเมตร ผสานข้อมูลได้จากระบบรถเข้ากับการสร้างแบบจำลองทางกายภาพและคณิตศาสตร์ มิชลินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปี

เทคโนโลยี Digital Twin ของมิชลินเปลี่ยนยางให้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญกำหนดอนาคตการเดินทางสัญจรบนพื้นฐานระบบนิเวศข้อมูลของรถ

การเกิดขึ้นของยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ ทำให้สามารถพัฒนาสมรรถนะและคุณสมบัติของรถ ตลอดจนประสบการณ์ขับขี่ ได้ต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ตลาดยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มีมูลค่า 213.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 คาดว่ามูลค่าจะพุ่งสูงถึง 1.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านล้านบาท) ในปี 2573 ด้วยเทคโนโลยีพลิกโฉมวงการ (Disruptive Technology) ดังกล่าว ทำให้กลุ่มมิชลินมีบทบาททั้งในฐานะผู้บุกเบิกและพันธมิตรรายสำคัญ สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์เปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์ ระบบการทำงานต่างๆ ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้น

การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมิชลินกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง Brembo แบรนด์ผู้ผลิตระบบเบรกชื่อเสียงระดับโลก, Hyundai แบรนด์รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้, QNX แบรนด์ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการค่ายรถยนต์ชั้นนำเลือกใช้, ETAS บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยานยนต์ชั้นนำ และ Sonatus บริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และ AI สำหรับยานยนต์สัญชาติอเมริกัน ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

อนึ่ง ความร่วมมือของมิชลินกับ Brembo ล่าสุด ตอกย้ำให้เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี Digital Twin ต่อสมรรถนะของระบบเบรก ABS ได้ชัดเจน การบูรณาการข้อมูลสภาพยางตามจริงเข้าในอัลกอริทึมการเบรกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเบรก ส่งผลให้ระยะเบรกสั้นลงได้สูงสุดถึง 4 เมตร และการเบรกมีเสถียรภาพดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีเบรกกะทันหัน