ลัมโบร์กินี เปิดตัว ซุปเปอร์เอสยูวี เร็วที่สุดในโลก “อูรุส เอสอี เพอร์ฟอร์มานเต้” พลังปลั๊กอินไฮบริด ราคาเริ่มต้น 23.98 ล้านบาท

เรนาสโซ มอเตอร์ (Renazzo Motor) ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เปิดรับจอง ลัมโบร์กินี อูรุส เอสอี เพอร์ฟอร์มานเต้ (Lamborghini Urus SE Performante) ซุปเปอร์เอสยูวี ราคาเริ่มต้น 23.98 ล้านบาท หลังจาก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เปิดตัว ซุปเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุด โดยระบุว่า เป็นรถซุปเปอร์เอสยูวีเร็วที่สุดในโลก
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ให้กำลังเครื่องรวมสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของ Urus ที่ 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร ส่งผลให้ Urus SE Performante ครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดในเซกเมนต์และยกระดับมาตรฐานด้านสมรรถนะขึ้นไปอีกขั้น พร้อมพัฒนาอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังจากเคยโดดเด่นอยู่แล้ว (3 กก./แรงม้า) ให้ดีขึ้น ด้วยการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ครอบคลุมทั้งตัวถัง ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนทั้งหน้าและหลัง ผสานการทำงานกับสปอยเลอร์หลังคู่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนของเบรก

สำหรับประสิทธิภาพไดนามิกการขับขี่ สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ทั้งความแม่นยำ เสถียรภาพ และการตอบสนองของรถยนต์ เพราะนอกจากกำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้น อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังดีขึ้น โซลูชันด้านอากาศพลศาสตร์แบบใหม่แล้ว รถรุ่นนี้ยังนำระบบกันสะเทือนถุงลมแบบ AURA dual-chamber มาใช้ในตระกูล Urus เป็นครั้งแรก ไม่เพียงลดอาการโคลงของตัวถังขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงลงถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังลดแรงสั่นสะเทือนลง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นซุปเปอร์เอสยูวีเร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.3 วินาที 0-200 กม./ชม. ใน 10.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.
ดีไซน์ของ Urus SE Performante พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold sportiness” (ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตดุดัน) เน้นความเชื่อมโยงด้านการมองเห็นระหว่างรูปทรงและฟังก์ชัน สร้างเส้นสายคมชัดและพิถีพิถันมากขึ้น องค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ทุกชิ้นล้วนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ด้านหน้าตัวรถ ฝากระโปรงหน้าคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่ มาพร้อมสันนูนกลางฝากระโปรง (power dome) ลายเส้นกราฟิกทรงโอเมกาเอกลักษณ์และช่องลมเข้าออกแบบใหม่ เน้นมิติความกว้างและสร้างความโดดเด่น ช่องลมเข้าด้านหน้าขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น เสริมการระบายความร้อน ช่วยให้อากาศไหลเวียนสู่ส่วนหม้อน้ำได้ดีขึ้น เฉดสีตัวถัง นอกจากโทนสีจัดจ้านเร้าใจอย่างสีเหลือง Giallo Crius แบบใหม่แล้ว ยังมีตัวเลือกแนวไลฟ์สไตล์อย่างสีเขียวด้าน Verde Hydra เน้นหรูหราอเนกประสงค์

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมลวดลายและกราฟิกออกแบบเฉพาะรุ่น ด้วยโมทีฟรูปตัว Y รายละเอียดสีแดงตัดกันเน้นบุคลิกสปอร์ต ใช้วัสดุไมโครไฟเบอร์ CorsaTex by Dinamica บริเวณกลางแผงหน้าปัดติดตั้งหน้าจอแบบใหม่ขนาด 12.3 นิ้ว มาพร้อม Human Machine Interface (HMI) ภาพกราฟิกดีไซน์ใหม่ วัสดุหุ้มแบบใหม่สำหรับแผงประตู เบาะนั่ง และแผงหน้าปัด มาพร้อมแผงปุ่มกดแบบกลไกสไตล์นักบิน แผงหน้าปัดรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 12.3 นิ้ว หัวใจหลักของระบบอินโฟเทนเมนต์ LIS (Lamborghini Infotainment System) พร้อมระบบเทเลเมทรีเฉพาะรุ่น และจอแสดงผลระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

พวงมาลัยออกแบบใหม่ เพื่อ Urus SE Performante โดยเฉพาะ ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ ลดแรงต้านอากาศลง 3% เมื่อพิจารณาแต่ละแนวแกน ตัวรถสร้างแรงกดด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 22% ขณะที่ยังคงแบกน้ำหนักด้านท้ายไว้เท่าเดิม สมดุลนี้เกิดจากการใช้สปลิตเตอร์หน้าใหม่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ออกแบบมาเพื่อลดแรงยกได้อย่างเห็นผล พร้อมเสริมความคล่องตัวของตัวรถให้ดีขึ้น ส่วนท้ายเสถียรภาพขณะขับขี่ความเร็วสูงจากการทำงานผสานกันของสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์คู่บน-ล่าง ช่วยเพิ่มแรงกดอากาศระดับสูงสุด พร้อมเสริมลุคแบบซุปเปอร์สปอร์ตของตัวรถ

ลัมโบร์กินี Urus SE Performante สร้างกรอบแนวคิดใหม่ให้กับเซกเมนต์ซุปเปอร์เอสยูวี ด้วยขุมพลังไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด ผสานกำลังของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้า เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร สถาปัตยกรรมแบบสองหัวใจหลักนี้ให้กำลังเครื่องรวม 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ/นาที มอบแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตรในช่วง 2,000-5,500 รอบ/นาทีตั้งแต่เกียร์แรก ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสติดตั้งไว้หน้าชุดเกียร์ ทำหน้าที่เสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 ทำให้รถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งอยู่ใต้พื้นห้องสัมภาระ เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดปรับจูนใหม่ เน้นบุคลิกสปอร์ต พร้อมอัพเดตซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ ช่วยลดเวลาตอบสนองให้เร็วขึ้น เพิ่มความไวต่อคำสั่งของผู้ขับขี่และลดอาการรอรอบให้เหลือน้อยที่สุด ตัวรถยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมคลัตช์กลางควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ระบบส่งถ่ายกำลังส่วนกลางทำงานผสานกับเฟืองท้ายแบบล็อกอัตโนมัติ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง ช่วยกระจายแรงบิดแบบแปรผัน สร้างสรรค์อาการท้ายปัดแบบ oversteer ได้ตามต้องการ

Urus SE Performante ใหม่ ผ่านการลดน้ำหนักอย่างรัดกุม ปรับแต่งชิ้นส่วนโครงสร้างทุกจุดอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ตัวรถทำอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังได้เพียง 3 กิโลกรัมต่อแรงม้า เป็นมาตรฐานสูงสุดของคลาส เมื่อเทียบกับ Urus SE แล้ว รุ่น Performante นี้ มีน้ำหนักลดลงถึง 32 กิโลกรัม เหลือน้ำหนักตัวรถตามมาตรฐานเพียง 2,473 กิโลกรัมเท่านั้น การใช้คาร์บอนไฟเบอร์ครอบคลุมชิ้นส่วนสำคัญ ทั้งฝากระโปรงหน้า หลังคา ซุ้มล้อ สเกิร์ตข้าง และดิฟฟิวเซอร์หลัง ช่วยยกระดับประสิทธิภาพเรื่องน้ำหนักของตัวถังรถ ขยายไปถึงระบบไอเสียใช้ชิ้นส่วนไทเทเนียมเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงหม้อพักและปลายท่อ ช่วยลดน้ำหนักเฉพาะระบบไอเสียลงได้กว่า 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว
การยกระดับอุปกรณ์มาตรฐานยังครอบคลุมถึงระบบเบรก Integrated Power Brake (IPB) ลดน้ำหนักลงถึง 4 กิโลกรัมการปรับแต่งแพ็กเกจ NVH (Noise, Vibration, Harshness) ช่วยลดน้ำหนักลงอีก 3.3 กิโลกรัม ห้องโดยสารออกแบบเน้นด้านสมรรถนะเป็นหลัก การตกแต่งภายในใช้วัสดุตกแต่งพิเศษเฉพาะอย่างไมโครไฟเบอร์พรีเมียม Corsa Tex by Dinamica ช่วยลดน้ำหนักลงอีก 2.7 กิโลกรัม มีตัวเลือกวัสดุหุ้มแบบอื่นๆ สำหรับการตกแต่งให้ลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงตกแต่งภายในสไตล์ Unicolor Performante Leather Interior

ระบบกันสะเทือนและการบริหารพลศาสตร์แนวดิ่งของ Urus SE Performante ใหม่ คือจุดสูงสุดของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี ด้วยการเปิดตัวสถาปัตยกรรม AURA พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม 2K2V dual-chamber เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus รุ่นก่อน ถือว่ารถรุ่นนี้เปลี่ยนบุคลิกการขับขี่ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการปรับเปลี่ยนทั้งความยืดหยุ่นและความหน่วงไปพร้อมกัน หัวใจการตอบสนองของแชสซีคือถุงลมแบบ dual-chamber ใหม่ ( “2K” หมายถึงห้องอากาศ 2 ห้อง ทำงานร่วมกับ “2V” คือวาล์ว 2 ตัว) ช่วยให้ปรับเปลี่ยนความแข็งของเพลาได้เฉพาะเจาะจง ตามโหมดและสไตล์การขับขี่แต่ละแบบ ช่วยขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมทั้งความนุ่มนวลและสมรรถนะแบบสปอร์ตได้มาก
บริเวณกึ่งกลางคอนโซลติดตั้งปุ่มเลือกโหมด “Tamburo” ช่วยให้เลือกโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ โหมด EV การขับขี่ดึงศักยภาพของพลังงานไฟฟ้ามาใช้เต็มที่ เพื่อการขับขี่ในเมือง รถวิ่งได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตรด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว ทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 130 กม./ชม. โหมด Hybrid เลือกได้ขณะขับขี่ในโหมด Strada มอบความสมดุละหว่างเครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขณะที่โหมด Recharge เลือกขับได้ในโหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve ช่วยชาร์จแบตเตอรี่กลับได้สูงสุดถึง 80%

โหมด Performance ออกแบบมาเพื่อต้องการสัมผัสขีดความสามารถของ Urus เต็มพิกัด ไม่เพียงในโหมด Strada, Sport และ Corsa แต่รวมถึงโหมด Rally ด้วย โหมด Strada มอบความสบายของตัวรถโหมด Sport จะกระตุ้นความสนุกเร้าใจขั้นสุด เสริมความคล่องตัวและความสามารถการควบคุมการ oversteer และการดริฟต์ได้ง่ายดาย ในโหมด Corsa พัฒนาขึ้นเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ จะปลดปล่อยขีดความสามารถด้านพลศาสตร์ขั้นสูงสุด เสริมด้วยระบบกันสะเทือนควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถัง (การก้มเงย การส่าย การโคลง และการยวบตัวแนวดิ่ง) ทำให้ตัวรถนิ่งและตอบสนองฉับไวเป็นพิเศษ แม้ขณะปีนขอบทางยกระดับในสนามแข่ง
เสียงคำรามของรถยนต์ หลอมรวมวิศวกรรมเสียงและสมรรถนะ ผ่านการใช้ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบใหม่น้ำหนักเบาจาก Akrapovic ออกแบบให้กระตุ้นเร้าประสบการณ์การขับขี่ ด้วย “ซาวด์แทร็กไทเทเนียม” อันหนักแน่นที่รอบเครื่องต่ำ และโน้ตเสียงสปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้นขณะเร่งความเร็ว ชุดไทเทเนียมแบบใหม่ยังช่วยลดน้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัม เสริมด้วยปลายท่อดีไซน์ใหม่ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านสมรรถนะของตัวรถ

เสียงคำรามของ Urus SE Performante ใหม่ ไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับจูนซอฟต์แวร์อันสลับซับซ้อน ทำงานสอดประสานกับระบบบริหารเครื่องยนต์ เอฟเฟกต์เสียง “Bubbling” เอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีพัฒนาต่อยอดและตั้งค่าเฉพาะแต่ละโหมดการขับขี่ เช่น โหมด Sport เสียงจะยาวและนุ่มนวลกว่า ขณะที่โหมด Corsa เสียงจะสั้นลง แต่เข้มข้น ชัดเจน และถี่ขึ้น ขับเน้นจิตวิญญาณซุปเปอร์สปอร์ตของตัวรถออกมา ในจังหวะสตาร์ทรถ Urus SE Performante มาพร้อมฟังก์ชัน “overshoot at start” รอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นสู่ 2,400 รอบ/นาทีในทันทีก่อนจะคงตัว ทำให้นับตั้งแต่วินาทีแรกของการติดเครื่อง จะสัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังจากภายใน
*หมายเหตุ – รูปภาพประกอบจาก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี อิตาลี ส่วนรถยนต์จำหน่ายในประเทศไทยเป็นรถพวงมาลัยขวา*

